Saturday, 30 November 2019

The triple man

มองคนทั้งไตรภาค
         ร่างกายคนเป็นของขวัญที่พิเศษสุด บางครั้งทำให้เราเจ็บ ปวด ทรมานได้ แต่ร่างกายก็เป็นบ่อเกิดของความสุข ความเบิกบานแบบต่างๆ. เหนือความรู้สึกทุกข์และสุข ร่างกายเป็นอุปกรณ์การเรียนรู้โลกภายนอกตัวเรา. 
          ขนบประเพณีทางจิตวิญญาณที่ฝังรากหยั่งลึกมาแต่โบราณจนถึงยุคปัจจุบัน เข้าร่วมมือและประสมประสานกับการแพทย์แผนใหม่ เพื่อช่วยให้เราปรับและหลอมเข้าอย่างสมดุลในร่างกายของเราเอง.
        ความเข้าใจละเอียดเจาะลึกเกี่ยวกับคนในสามสถานะ(ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ) จักเปิดเส้นทางเป็นเครือข่าย ที่เผยให้เราตระหนักถึงรากเหง้าของคน และสำหรับผู้มีญาณวิเศษ(ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า) นำคนไปเชื่อมกับดวงดาวในจักรภพ.  
        ความเจ็บปวดเป็นส่วนหนึ่งในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เหมือนการกระโดดบนผ้าขึงตรึงด้วยสปริง (trampoline) มันกระตุ้นจิตสำนึกของเราเกี่ยวกับร่างกายและการทำงานของร่างกาย, ให้เราใช้ความเจ็บปวดนั้นสร้างปัญญา ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวตนของเราเองให้ดีขึ้น, เพื่อให้เรารู้จักควบคุมสุขอนามัยของเรา การกินอยู่  การใช้ชีวิตของเรา, นำไปสู่การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนอื่นๆ, การบรรลุความสำเร็จในชีวิต และการอยู่อย่างมีความสุขในที่สุด.
         การวิเคราะห์วิจัยในการแพทย์แขนง metamedicine และ epigenetics เป็นประเด็นสำคัญ เป็นสนามวินิจฉัยโรคที่แพทย์และคนทั่วไปต้องนำไปคิดตรึกตรองให้เข้าใจถ่องแท้ชัดเจน.
Metamedicine (หรือที่บางคนใช้คำว่า Meta-Health). ปัจจุบันแพทย์ที่ดีที่เก่งน้อยคน จะหยุดอยู่ที่การพิจารณาวินัจฉัยความผิดปกติของร่างกาย จากสภาพทางกายของคนป่วยเท่านั้น (เช่นตัวร้อน วัดอุณหภูมิ สั่งจ่ายยาลดไข้). อย่างน้อยที่สุด เขาจะมองเชื่อมร่างกายกับจิตใจของคนป่วย. ส่วนแพทย์ที่เป็นคนเหนือคน ยังมองไกลกว่านั้น เขาวางตัวผู้ป่วยในสนามที่รวมข้อมูลจากความผิดปกติของร่างกาย(หรืออวัยวะหนึ่งใด), ข้อมูลจากสภาพจิตใจ, ข้อมูลจากสภาวะสมองและข้อมูลจากสภาพสังคมแวดล้อมของผู้ป่วย. วิทยาศาสตร์สมัยใหม่สอนให้รู้แล้วว่า พื้นที่ในสมองพื้นที่หนึ่ง ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง  เชื่อมโยงไปถึงสภาพจิตหรืออารมณ์แบบหนึ่ง และเป็นผลกระทบจากสภาพแวดล้อมในวิถีชีวิตแบบหนึ่งด้วย. ความรู้ทั้งหมดดังกล่าวรวมกัน เป็นศาสตร์ที่เรียกกันว่า Metamedicine.
Meta จากคำในภาษากรีก แปลว่า «เหนือกว่านั้น เหนือขึ้นไป». ศาสตร์การแพทย์แขนงนี้ จึงจับประเด็นของจิตสำนึก(the conscient), จิตใต้สำนึก (the subconscient) และวิญญาณสำนึก (the inconscient) ด้วย.
(Meta ทำให้นึกถึงคำ metta เมตตา ในภาษาบาลี นัยความหมายของคำนี้ เป็นกุญแจสำคัญที่นำการวินิจฉัยความผิดปกติทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะหากขาดความเมตตาหรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หากไม่มีความปรารถนาเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ย่อมไม่มีการพัฒนาต่อยอดความคิดหรือวิธีการรักษา).

ส่วน Epigenetics เป็นชีววิทยาแขนงหนึ่งที่ศึกษากระบวนการธรรมชาติอะไรที่เข้าไปปรับเปลี่ยน ปิดกั้นหรือทำให้การแสดงออกของกระบวนการทำงานของดีเอ็นเอหยุดชะงัก เช่นทำให้โครโมโซมในดีเอ็นเอบางชุด ถูกปิดไปเป็นต้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างดีเอ็นเอ.
         การเข้าใจว่าอะไรทำให้เกิดโรค จำเป็นเพื่อจัดระบบการรักษา และต่อยอดการป้องกันมิให้โรคนั้นเกิดขึ้นอีก. พฤติกรรมของยีนในร่างกายของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับซีเคว้นดีเอ็นเอของเขา. ปัจจัยด้าน epigenetics ส่งผลต่อพฤติกรรมยีน.  เมื่อปัจจัยด้าน epigenetics เปลี่ยนไป อาจก่อให้เกิดโรคขึ้นได้.  สภาพภายนอกร่างกายก็ส่งผลกระทบต่อโรคได้ และผลกระทบเหล่านี้ อาจสืบทอดต่อไปเหมือนกรรมพันธุ์ได้ด้วย. การวิเคราะห์วิจัยบอกให้รู้ว่า วิถีชีวิตหลายแบบ อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแพ็ตเติ้นดีเอ็นเอได้ ตัวอย่าง การอดอาหาร ความอ้วนฉุ กิจกรรมทางกายภาค การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล มลพิษในสภาวะแวดล้อมที่อยู่ ความเครียด หรือการทำงานภาคดึก(อาชีพ). ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อเซลล์ในร่างกายมากพอๆกับต่อระบบดีเอ็นเอของคนนั้น. คู่แฝดที่มีเชื้อพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ แต่ระบบดีเอ็นเอ อาจวิวัฒน์หรือทำหน้าที่ต่างกัน หากคู่แฝดแยกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน. คนหนึ่งอาจเป็นโรคอ้วนฉุ อีกคนเป็นโรคผอมแห้ง หรือคนหนึ่งจิตปกติ อีกคนจิตฟั่นเฟือนเป็นต้น.  สภาพแวดล้อมประเภทต่างๆดังกล่าวมา กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของโมเลกุลในระบบดีเอ็นเอ.
        สรุปได้ว่า ปัจจัยทาง epigenetics บ่งบอกให้เห็นการตอบสนองทางชีวภาพต่อสิ่งกระตุ้นเชิงลบจากสภาพแวดล้อม. การตระหนักถึงปัจจัยด้านนี้ ได้เปลี่ยนวิธีคิดและการเข้าใจโครงสร้างดีเอ็นเอให้ชัดเจนถ่องแท้ขึ้น.


       ขนบโบราณ(เช่นจีน หรืออินเดีย) บอกให้รู้ว่า ร่างกายที่เราเห็นและจับต้องได้ ไม่ใช่เป็นร่างเดียวที่เราเป็นเจ้าของ. ยังมี “ร่าง” อื่นๆอีกที่พลังจักรวาลผ่านเข้าออก. พลังจักรวาล (หรืออาจเรียกเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ พลังจากพระเจ้า ไม่ว่าใช้ชื่อเรียกแบบใด) ลงสู่ตัวเราทางกะโหลกศีรษะและไหลไปตามแนวกระดูกสันหลังตลอดความยาวของร่างกาย (เส้นทางเดินของพลังงานที่เข้าสู่ร่าง ขนานไปกับแนวกระดูกสันหลัง) เหมือนกระแสไฟฟ้าที่กระตุ้นการทำงานของร่างกาย และกระจายพลังงานออกไปยังศูนย์รวมพลังสำคัญๆเจ็ดแห่งบนร่างกาย (จักระ, หรือ meridian channels) และผ่านไปยังเส้นโลหิตฝอยจำนวนพันๆเส้นในร่างกาย (สันสกฤตใช้คำ nadis หรือ nāḍī อ่านว่า นา-ฑี หมายถึง สาย, เส้น(เลือดหรือประสาท), สิ่งที่เป็นท่อในร่างกาย). ขนบพราหมณ์เชื่อว่า คนที่บรรลุจิตวิญญาณขั้นสูง ยิ่งสูงเท่าใด เส้นสาย nāḍī ของเขายิ่งกว้าง และร่างกายของเขาได้ซึมซับพลังงานเอาไว้มาก จนสร้างเป็นแสงเรืองรองแผ่ออกจากตัว (นึกถึงพระพุทธองค์) อันเป็นสภาพของผู้ที่ตื่นรู้ทุกอย่าง ของผู้ที่ได้บรรลุสภาวะสงบสันติพร้อมปัญญาญาณที่ลุ่มลึก.
      ภายในกรอบโครงสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ของทุกๆร่างนี้เอง ที่ทุกอย่างรวมตัวกัน ประกอบกัน ถูกจัดให้เข้าที่เข้าทาง ให้เป็นระบบ แล้วชีวิตอุบัติขึ้น. ทั้งหมดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เก็บความลับและปาฏิหาริย์ต่างๆไว้. หากเราเชื่อมต่อติดกับทุกร่างกับทุกส่วนทั้งภายในและภายนอกของร่างกายได้ เราย่อมเห็นธรรมชาติแท้จริงของสิ่งมีชีวิตที่คือตัวตนของเรา.
     ปัจจุบัน หลักการหรือมุมมองของแพทย์แผนตะวันตก รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์แขนงอื่นๆ เช่น ฟิสิกส์ ชีววิทยา เคมี, ต้องกลับไปพิจารณาศาสตร์โบราณ. ความรู้ที่เคยคิดกันว่าล้าสมัย ไม่มีวิทยาศาสตร์รองรับนั้น พวกเขาเพิ่งตระหนักด้วยความพิศวงว่า หลักการใหม่ๆที่พวกเขาค้นพบด้วยการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์หรือในห้องแล็บนั้น ในที่สุดเป็นเพียงการยืนยันความรู้จากโลกโบราณที่พวกเขาไม่เคยรู้เป็นส่วนใหญ่ เท่านั้นเอง. เช่น อายุรเวทของอินเดีย ทำให้ปราชญ์ตะวันตก ตื่นทึ่งตะลึงงัน ว่าปราชญ์อินเดียรู้ได้อย่างไร และรู้มาแล้วหลายพันปีก่อน เช่น โครงสร้างพลังงานในร่างกายคน มีมากกว่าพลังทางกายภาพมากนัก.
       ในไทย มีการตั้งอายุรเวทวิทยาลัย และเปิดคลีนิคอายุรเวท ควบคู่กับการแพทย์แผนไทยตามโรงพยาบาลรัฐสำคัญๆกว่าสิบแห่งแล้ว.  หลายคนเบนออกไปสู่การดูแลรักษาสุขอนามัยและเยียวยาความเจ็บไข้ได้ป่วย ตามวิถีของอายุรเวทที่รวมถึงการฝึกโยคะ หรือตามวิถีของธรรมชาติบำบัด (เช่นวารีบำบัด สมุนไพรบำบัด แสง เสียงหรือสีบำบัด). ส่วนหลักการหรือปรัชญาพราหมณ์เกี่ยวกับโลกและชีวิต  คนสนใจน้อยกว่าและน้อยคนนำไปศึกษาวิเคราะห์วิจารณ์ในเชิงความรู้หรือปรัชญา อาจเป็นเพราะการยึดมั่นอยู่ในพุทธศาสนา ก็เป็นได้. การฝึกสมาธิ การควบคุมลมหายใจ(ลมปราณ) เป็นสิ่งที่ชาวพุทธรับมาจากวิถีพราหมรณ์ (จากปราณยามะ ใน ปัญจะโกษะ) เป็นต้น.
         โชคอนันต์สำหรับอินเดีย ปัญญาชนชั้นสูงชาวอินเดีย เขียนถ่ายทอดปรัชญาและความรู้ เป็นภาษาอังกฤษ  ความรู้ทั้งหลายจึงแผ่กระจายออกไปทั่วโลก มากกว่าจารึกโบราณของชนชาติโบราณอื่นๆ เช่นอีจิปต์. หนังสือเกี่ยวกับอินเดียในตะวันตก มีเป็นจำนวนมาก  มีคนอ่าน ติดตามรวมทั้งปฏิบัติโยคะเป็นจำนวนมาก มีศูนย์สอนและฝึกโยคะจำนวนมากในยุโรปและสหรัฐฯ  อีกทั้งมีผู้นำประสบการณ์การเรียนรู้ส่วนตัว มาเขียนมาเล่า และด้วยภูมิหลังและวิสัยทัศน์ของชาวตะวันตกเอง ด้วยตรรกะของพวกเขา (ref. Descartes, cartesian) จึงยิ่งทำให้ข้อมูลและเนื้อหาน่าสนใจมากขึ้นอีก. เข้าใจง่ายกว่า ชัดเจนและรัดกุมกว่า การอ่านคัมภีร์พระเวทฉบับสันสกฤต.
        ในตะวันตก มีหนังสือ บทความ ที่โยงกลับไปยังจารึกโบราณของอินเดีย เป็นจำนวนมาก เช่น การอธิบายร่างกายตามหลักของ ปัญจะโกษะ (Panchakosha ห้ามิติของความเป็นคน) ในโยคะวิทยา, ได้เพิ่มพูนความรู้ นำการคิดวิเคราะห์ของนักคิดนักปรัชญาตะวันตก ก้าวข้ามพรมแดนของอคติ สู่การยอมรับ แล้วนำไปคิด วิเคราะห์และต่อยอดปัญญาที่ปราชญ์/พราหมณ์อินเดีย ได้เปิดเผยให้โลกรู้, โลกที่กว้างไกลลึกในทุกมิติ ทั้งโลกภายในและโลกภายนอกของคน, และในที่สุดยังโยงไปสะท้อนภาพของจักรวาล และมีส่วนนำตะวันตก ก้าวไปสู่คว็อนตัมฟิสิกส์.
ภาพนี้ จากเพจ sivanandayogafarm.org 
แสดงให้เห็นเปลือกห้าชั้นที่ห่อหุ้มคน.   
เปลือกในสุด เรียกว่า อันนมโกษะ เป็นกายภาพ เปลือกหรือกรอบกายภาพของคน ที่ประกอบด้วยเนื้อหนังมังสา อวัยวะทั้งหลาย (the physical sheath บางคนใช้คำ body แทนคำว่า sheath). เปลือกนี้เป็นผลของอาหารการกิน ของการใช้ชีวิตของแต่ละคน.
    ถัดออกมา เป็นเปลือกของลมหายใจ ลมปราณ เป็น ปราณมยโกษะ เป็นชั้นของพลังจักรวาลที่ห่อหุ้มกาย (the energetic sheath) ที่มีอิทธิพลต่อพลังลมปราณ (ปราณ prana หรือ ชี่ ของจีน) ภายในร่างกาย.
      เปลือกชั้น มโนมยโกษะ เปลือกที่รวมของจิตสำนึก อารมณ์ความรู้สึก ความหลง ความอยากไม่อยากของคน (the mental sheath) สิ่งที่รวมกันในเปลือกชั้นนี้ สร้าง “สีหน้า” และ “ออรา” ของแต่ละคน.
     ถัดออกมา เป็นเปลือก วิจนมยโกษะ รวมสติปัญญา การตระหนักรู้ สัญชาติญาณ วิญญาณสังหรณ์ ศักยภาพในการวินิจฉัยและสังเคราะห์. เป็นสภาวะของจิตวิญญาณในส่วนลึกของคน ที่เกิดจากการประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในอดีตชาติและในชาติปัจจุบัน  (the intellect sheath)
     ชั้นนอกสุดเรียกว่า อนันทมยโกษะ เป็นความปิติที่เกิดขึ้นเมื่อได้สัมผัสความดี ความงาม ความบริสุทธิ์ ความอิ่มเอิบใจในรูปแบบใด (the bliss sheath) เป็นเปลือกที่เชื่อมพลังทางกายกับพลังของจิตวิญญาณ.
        กล่าวโดยรวม หากใครเข้าใจสภาวะของเปลือกทั้งห้าชั้นอย่างเจาะลึก ก็เท่ากับเข้าใจธรรมชาติแท้จริงของตัวเอง หรือหากกระเทาะเปลือกทั้งห้าได้สำเร็จ (ในความหมายของการเจาะทะลุไปถึงแก่น) ก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริง. หากเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเปลือกชั้นใด ก็ตามเข้าไปดูให้ถ่องแท้และแก้ไขที่เปลือกชั้นนั้น. เปลือกทั้งห้าชั้นที่ห่อหุ้มตัวคน จึงเป็นเหมือนแสงออราของคน. ชัดเจนมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่แต่ละคน เหมือนว่าแต่ละชั้นมีความหนาความเข้มไม่เท่ากัน.
         ผู้ที่สอนโยคะ มักเน้นให้ควบคุมธรรมชาติแต่ะละแบบ ด้วยการพัฒนาปัญญาหยั่งรู้(โพธิ)  ด้วยการตั้งใจฟังและรับรู้ประสบการณ์และความทรงจำของร่างกายทั้งห้าชั้น, ด้วยการอยู่กับความวิเวก เพื่อฝึกสมาธิ / ญาณและการเจริญสติเป็นต้น  ผนวกกับกระบวนการเคลื่อนไหวร่างกายในท่าต่างๆ ที่เป็นการคลายปม แก้ขมวด คลายเครียด ณ จุดต่างๆของร่างกาย ที่ทำให้พลังปราณไหลหมุนเวียนไปได้อย่างทั่วถึงไม่ติดขัด.
        สำหรับชาวตะวันตก ผู้ยึดตรรกะ เหตุผล, วิถีโยคะ(โยคะบำบัด)ในที่สุดมิใช่การแก้ปัญหาสุขภาพเท่านั้น แต่เป็นเรื่องการพัฒนาตัวเองไปบนเส้นทางสู่ความสุข, ความสุขที่เขาพึงได้อย่างยุติธรรม ถูกต้องตามกฎแห่งธรรมชาติ, เป็นสิทธิ์ของแต่ละคน เป็นผลพวงธรรมชาติของการใช้ชีวิตตามวิถีของโยคะ. ความสุขดังกล่าว เป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของการมีชีวิต. วิถีของโยคะ จึงสอดคล้องกับโลกทัศน์เกี่ยวกับชีวิตนี้ชีวิตเดียวที่ตั้งอยู่นี้  ซึ่งคือการอยู่อย่างมีความสุข.
           การที่พระพุทธเจ้าทรงเกิดบนแผ่นดินพราหมณ์ ได้เริ่มด้วยการศึกษาคัมภีร์พราหมณ์เล่มต่างๆที่รวมกันเป็นพระเวทจากสำนักพราหมณ์ทั้งหลาย จึงน่าจะเป็นฐานสำคัญ ที่นำไปสู่การพัฒนาความรู้เหนือขั้นขึ้นไปอีก ก้าวต่อไปจากการบรรลุความสุขในชีวิตนี้ ไปสู่การสลาย อาตมัน ที่ลัทธิพราหมณ์ถือว่าเป็นแก่นแท้ถาวร และที่พระพุทธองค์สรุปเป็นบันทัดฐานว่า สุดท้ายทุกอย่างเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา.
         เมื่อพิจารณาจากเอกสารต่างๆที่ได้อ่านของชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส หรือคนไทยผู้ศึกษาด้านนี้ เห็นความแตกต่างกันในการตีความ หรือการเน้นบทบาทและขอบข่ายของเปลือกแต่ละชั้น. ข้าพเจ้าเลือกที่การจัดเปลือกห้าชั้นในแบบที่กล่าวมาข้างต้น (ที่สับสนน้อยที่สุด) เพื่อแบ่งแยกร่างกายคนเป็นสามมิติ ที่สอดคล้องในภาพรวม กับมุมมองของการแพทย์ปัจจุบัน ที่ข้าพเจ้าตั้งชื่อไว้ว่า The triple man อันประกอบด้วย กายภาพหนึ่ง (the physical body) จิตสำนึกหนึ่ง (the astral body) และจิตวิญญาณอีกหนึ่ง (the causal body(หรือง่ายๆว่า body, mind, soul).
      คิดไปคิดมา ลักษณะไตรภาค สามลักษณะ หรือสามมิติ ปรากฏเป็นฐานของอุดมการณ์ ความเชื่อและลัทธิศาสนา เช่นสามภาคในศาสนาคริสต์ อาจมองได้ว่าพระบิดาเป็น causal body, พระจิต เป็น astral body และพระบุตรเป็น physical body. และเราอาจมองพระรัตนตรัย ว่า พระพุทธเป็น causal body, พระธรรม เป็น astral body และพระสงฆ์ เป็น physical body. เลขสามเป็นเลขศักดิ์สิทธิ์ ในศาสตร์ของตัวเลข ที่เพียบด้วยนัยเปรียบที่คล้ายๆกันในหลายขนบโบราณ.
       จบการนำเสนอสั้นๆเท่านี้ แต่ละคน นำไปพิจารณา ต่อยอดตามความสนใจและจริตส่วนตัว.  พิจารณาจากเนื้อหาในสารบัญ หนังสือเล่มนี้ดูเหมือนจะให้ข้อมูลทั้งด้านปรัชญาและด้านปฏิบัติได้ดีกว่าเล่มใดหรือบทความใด ชื่อหนังสือว่า คู่มือปฏิบัติเพื่อสุขภาพ ศาสตร์แห่งอายุรเวท ศาสตร์แห่งชีวิต ของ อัคชาร์ยะ บัลกฤษณะ (Acharya Balkishana).  หนังสือได้รางวัลดีเด่นสาขา Health : Alternative Medicine, 2015.

อินเดียของอายุรเวท อินเดียกำเนิดของศาสนาพุทธ... อินเดียแดนมหัศจรรย์
The wonder that was India!  
The incredible India!

โชติรส รายงาน
๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๒.

Thursday, 10 October 2019

ข้าพเจ้าคิด ดังนั้นข้าพเจ้ามีตัวตน - I think, therefore I am.

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว(ยี่สิบกว่าปีก่อน) เพื่อนฝรั่งเศส(คนเดียวที่มีและที่เหลือ) แต่งบทกลอนบทหนึ่งส่งไปให้ข้าพเจ้า (ตอนนั้นข้าพเจ้าออกไปพักร้อนที่ไหนสักแห่ง)  บทกลอนนั้นแต่งได้ไพเราะมีความหมายดี เห็นความอ่อนโยนในใจเพื่อน การใช้คำมีจังหวะและอ่านได้ลื่นไหล อ่านแล้วก็พอใจมาก ข้าพเจ้ารึก็ไม่มีฝีปากที่จะตอบเป็นกลอนไปถึงเพื่อนได้ ก็พอดีให้ได้เจอบทกวีบทหนึ่งของกวีเอกฝรั่งเศสที่แต่งไว้ได้ไพเราะและเต็มไปด้วยความหมายพร้อมภาพพจน์ที่สวยงามของธรรมชาติอันสงบ บทกวีนั้นจบลงด้วยใจความว่า เหนือความประทับใจของธรรมชาติที่ทอดอยู่ตรงหน้า ความงามของภาษาตรึงใจเหมือนวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง   
       ข้าพเจ้าเห็นว่า บทนี้ตรงกับที่ใจอยากบอก จึงเลือกการ์ดรูปทิวทัศน์สวยงามยิ่งของวันก๊อก (Van Gogh) จิตรกรชั้นครู เป็นภาพทิวทัศน์ในชนบท แสงสีฟ้าโดดเด่นในภาพนั้น แล้วบรรจงลอกบทกลอนของกวีฝรั่งเศสลงไปด้วยลายมือที่งดงาม บอกที่มาของบทกลอนนั้น ใครเป็นผู้ประพันธ์ (ณนาทีนี้ จำบทกวีได้เพียงคร่าวๆ
เสียดายว่ามิได้บันทึกไว้ แต่สิ่งที่ไม่ลืมคือผลจากการกระทำของข้าพเจ้า) แล้วส่งกลับไปให้เพื่อนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า  เราได้แสดงความคิดเห็นเรื่องบทกลอนที่เขาแต่งขึ้นแล้ว และได้เขียนสิ่งที่งามที่สุดไปให้แล้วเป็นคำชม.
       อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ได้รับจดหมายของเพื่อนที่(ยังมีหน้ามา)บอกว่า ได้รับการ์ดแล้ว กวาดตาอ่านที่คัดลอกไป แล้วก็ฉีกทิ้งลงถังขยะไปเลย  มันไม่มีอะไรที่เป็นของคุณ จากตัวตนแท้ๆของคุณ  ไม่มีความหมายใดๆสำหรับผม  ถ้าคนที่ได้รับการศึกษาอย่างคุณ ไม่รู้จักพูดแสดงความคิดเห็นความชอบของคุณเอง เอาแต่อ้างคำพูดคนนั้นคนนี้ เหมือนเด็กอายุสิบหก แล้วจะมีความหวังใดเหลืออีก.  อ่านแล้วก็โกรธจัด บังอาจฉีกการ์ดใบสวยที่ข้าพเจ้าหวงแหนมากทิ้ง  เขียนตอบไปทันทีว่า  แล้วคุณไม่คิด ไม่ให้ค่าของความตั้งใจของฉัน ในการเลือกการ์ด ในการเลือกบทกวีที่ส่งไปให้เลยรึ (แห้มสับเราซะเป็นหมูบะช่อไปเลย).
      วันเวลาผ่านไป เมื่อหายโกรธ ก็มาคิดพินิจพิเคราะห์เกี่ยวกับนิสัยการใช้ภาษาของข้าพเจ้า. ไม่ว่าจะในภาษาไหน เราเคยชินตั้งแต่เด็กกับการจำประโยคสวยๆ เพราะๆ คำคมเก๋ๆ แล้วก็นำไปใช้แบบเป็นสำนวนเบ็ดเสร็จ (จนเดี๋ยวนี้ บางทีก็ยังทำอยู่ แต่ด้วยความกลมกลืนกับสิ่งที่กำลังเขียนมากขึ้น). ครูผู้คุมวิทยานิพนธ์ชาวฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยปารีส พูดย้ำเสมอว่า เมื่ออ่านอะไรเข้าใจแล้ว ก็ให้อธิบายสิ่งที่เข้าใจออกมาด้วยภาษาสำนวนของตนเอง กำกับที่มาของเนื้อหาให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านตามไปตรวจสอบความถูกต้องว่า เราเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ไปยกคำพูดหรือข้อความของคนนั้นคนนี้มาใส่ลงในวิทยานิพนธ์เพื่อให้ยาวๆ. ถ้าจำเป็นก็ให้เอาไปใส่ในเชิงอรรถก็พอ. การลอกเลียนคำพูดของคนอื่นๆ ต่อให้คำพูดนั้นคมและไพเราะเพียงใด ก็ไม่ได้บอกว่าคุณเข้าใจและคุณได้อะไรจากข้อความนั้น ยิ่งบทความถูกใจและคุณซาบซึ้งในสิ่งที่อ่าน ก็ยิ่งง่ายแก่การย่อยสังเคราะห์และถ่ายทอดออกมาด้วยสำนวนภาษาของตัวเอง ใช้ภาษาง่ายๆของคุณเองนั่นแหละ ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเข้าใจแล้ว ย่อมพูดสิ่งยากๆซับซ้อนให้เป็นสิ่งง่ายๆได้. นั่นแหละคือการเก็บใจความและการพัฒนาวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ดีที่สุด และเมื่อนั้นเท่ากับว่าสิ่งที่คุณเรียนรู้จากคนอื่นมา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในสติปัญญาของคุณ. นี่คือแนวทางการเขียนงานวิจัยตามกฎตามขนบฝรั่งเศสที่ครูได้พร่ำสอนข้าพเจ้ามา.
      บทเรียนครั้งนั้นโหดร้ายที่สุดและมีค่าที่สุดต่อชีวิต ต่อการพัฒนาตัวเองของข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าต้องขอบคุณเพื่อนที่ได้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าลุกยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองทั้งในการเรียนรู้และในการเจริญวัย และก็รู้คุณเพื่อนอยู่เสมอที่เป็นผู้เตือนประเภทไม่ไว้หน้าใคร เป็นผู้แก้สิ่งขรุขระที่ไม่งามทั้งหลาย ให้หมดไปทีละเล็กทีละน้อย. สำนึกสิ้นในวิญญาณว่า ตราบใดที่ยังมีอีโก้ เราก็เหมือนปักตรึงอยู่กับที่. การรู้จักถ่อมตน รับฟังคำตำหนิของคนอื่น เป็นจุดก้าวข้ามความจำกัดออกไปสู่โลกภายนอกอันกว้างใหญ่ที่ทอดอยู่เบื้องหน้า. ขอคารวะเพื่อนคนนั้น สำนึกรู้คุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย เล่ามาให้เป็นอุทาหรณ์.
         ตามประสาพวกเราชาวอักษรฯ ช่างจดช่างจำคำคม สุภาษิต บทกลอน คำโคลงที่เราท่องไว้ในวัยเด็กโดยไม่รู้สึกว่าลำบากยากเย็นอะไร เพราะความไพเราะคล้องจองของภาษาไทยที่ใช้  และเราก็จำๆกันโดยที่ครูไม่ได้บอกให้จำหรือเพราะจะต้องสอบ จำได้เพราะมันโดนใจเรานั่นเอง. มันจึงอยู่กับเรามาตลอด แม้จะตกหล่นคำสองคำไปบ้างในวัยหกสิบกว่านี้ แต่มันยังคงไพเราะเสนาะหูและประทับใจเราเรื่อยมา. นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราควรแก้ไข มันเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว แต่กระแสการส่งเมล์ ส่งลายน์ การส่งต่อข้อความในมีเดียยุคปัจจุบัน ได้ทำลายโอกาสของการสื่อสารด้วยตัวของเราเอง ลดทักษะการใช้ภาษาและฝังความขี้เกียจให้ลึกลง. น่าเสียดาย อย่าปล่อยสมองดีๆของเราให้จมลงในความอืดอาด มันจะฝ่อลงๆ. อันตราย! ประเภทที่คิดมาก ครุ่นคิดไม่หยุด ก็เสี่ยงไม่แพ้กัน จงใช้สมองอย่างพอเพียงและให้พอเหมาะเสมอระดับวุฒิภาวะของเราเถิด.


        เรื่องที่นำมาให้อ่านข้างล่างนี้ เป็นตอนหนึ่งในบทความที่ว่าด้วยการพัฒนาจิตสำนึกแห่งตน ที่ปรากฏลงในรวมบทความของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ ชื่อ ยุโรปในมุมมองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ของศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2012 หน้า 296-300. ได้นำแง่คิดของนักปราชญ์ฝรั่งเศสชื่อ เดส์ก้าร์ต (René Descartes [เรอเน่ เดก้ารฺตฺ], 1597-1650) สรุปย่อๆมาให้พิจารณา...  

ภาพ René Descartes (1596-1650) ผลงานของ Frans Hals ในราวปี 1649-1700. ภาพมาจากคลังสะสมของดยุ๊กแห่งออร์เลอ็องส์ (Orléans) พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ให้ซื้อมาในปี 1785 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Le Louvre,อาคาร Richelieu ชั้น ห้อง 27 (เครดิตภาพ : André Hatala, 1997, ปรากฏในวิกิพีเดีย, Public domain)

ข้าพเจ้าคิด ดังนั้นข้าพเจ้ามีตัวมีตน 
       ความคิดคืออะไร?  เดส์ก้าร์ตปราชญ์ฝรั่งเศสกล่าวว่า ความคิดคือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเราและเรารู้ได้ทันทีด้วยตัวเราเอง (Principes de la philosophie, I, 9). อาจต้องเจาะจงว่า ความคิดมีความหมายเดียวกับสติปัญญาในแง่ของพฤติกรรมที่ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกหรือความตั้งใจ เพราะความคิด คือความสำนึกของสติปัญญา (ที่ตรงข้ามกับการรับรู้ข้อมูลของประสาทสัมผัส), ก่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างเหตุผลที่เอื้ออำนวย ให้เข้าถึงเนื้อหาของความรู้หนึ่ง ด้วยการสังเคราะห์ข้อมูล อันเป็นพฤติกรรมระดับสูงกว่าการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส ด้วยการท่องจำหรือด้วยจินตนาการ. ปราชญ์ตะวันตกวิเคราะห์กันไว้ว่า โดยทั่วไป การคิดคือ การเชื่อตามที่ได้ยินโดยที่คิดว่าได้คิดแล้ว ความจริงเราเพียงให้ความเห็นหรือคล้อยตามความเห็น มากกว่าคิดจริงๆ. การมีความเห็นเหมือนบุคคลรอบข้าง เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเราจำเป็นต้องมีบทอ้างอิง ความเห็นของส่วนรวมนั้นมีอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลาหาและก็ไม่สร้างปัญหาใดๆให้เหนื่อยใจ เพราะทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว. ท่าทีดังกล่าวสร้างความอบอุ่นใจเหมือนมีเกราะคุ้มครอง ให้ความรู้สึกว่าตนเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง. การรู้คิดจริงๆจึงไม่เกิดกับทุกคน แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนและฝึกฝน.
       การคิดเป็นกระบวนการที่ยากและสับสนสำหรับสมองและในที่สุดเป็นเรื่องน่าเบื่อ. นักคิดทั้งหลายมักมีชื่อเสียงไม่ดี เอรัสมุส (Eramus, 1469-1536 ชาวฮอลแลนด์เคยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง สรรเสริญความบ้า (Eloge de la folie, 1511) ว่า เชิญปราชญ์มาร่วมงานเลี้ยงสักคนหนึ่งดูสิ เขาจะกลายเป็นผู้ทำลายบรรยากาศของงาน เพราะถ้าเขาไม่นั่งนิ่งเงียบเหมือนอยู่ในป่าช้า เขาก็จะพูดพล่ามยาวเหยียด... นอกจากเขาจะสร้างภาพพจน์แง่ลบแก่ตัวเขาเอง  เขายังไม่ได้สร้างภาพพจน์อันดีแก่ประเทศ แก่มิตรสหาย เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่รู้ว่าชาวบ้านทั่วไปคิดอะไร...  
       
คนเริ่มคิดเมื่อไรนั้น ทั้งโสคราติซกับเปลโตตอบว่า เมื่อคนประหลาดใจ เราประหลาดใจเมื่อไม่เข้าใจ ไม่รู้ จึงเริ่มคิดหาคำตอบ พร้อมกับตั้งคำถาม สงสัย แล้วหาความหมายให้กับสิ่งที่สร้างความประหลาดใจแก่เรา. ผู้ที่คิดมากๆเข้าและหาคำตอบได้มากกว่าผู้อื่น จึงกลายเป็นปราชญ์ เป็นผู้มีอัจฉริยภาพเหนือสามัญชน และในที่สุดให้มรดกของ การเป็นคนรู้คิด” ไว้เป็นอนุสรณ์แก่ประเทศและแก่โลก.
        
เดส์ก้าร์ตบันทึกไว้ว่า นานแล้วที่ข้าพเจ้าพบว่าตั้งแต่ปีแรกๆในวัยเด็ก ข้าพเจ้าได้รับข้อคิดเห็นที่ผิดๆจำนวนมาก โดยเชื่อสนิทว่านั่นเป็นความจริงเพราะฉะนั้นหลักการที่ข้าพเจ้าวางไว้สำหรับตัวเองบนพื้นฐานของข้อมูลผิดๆที่ข้าพเจ้าเรียนรู้มานั้น ย่อมใช้ไม่ได้หรือน่าสงสัย. ข้าพเจ้าจึงมาคิดว่า หากข้าพเจ้าต้องการสร้างสรรค์อะไรที่แน่แท้มั่นคงในโลกแห่งวิทยาการ จำเป็นที่ข้าพเจ้าจะละทิ้งข้อคิดเห็นทั้งหมดทั้งสิ้นที่ข้าพเจ้าเคยรู้และเชื่อเสมอมา แล้วเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน (จากหนังสือ René Descartes, p. 267). เขายังเจาะจงไว้ว่า เขาไม่ต้องการเป็นหนี้ความรู้ใคร. เดส์ก้าร์ต ต้องการค้นหาความจริงในโลกด้วยวิธีการคณิตศาสตร์และเรขาคณิตวิเคราะห์เท่านั้น. เขาอยากค้นหาตัวตนของเขาเอง ด้วยเหตุและผลเป็นขั้นเป็นตอนไป โดยตัดความคิดเห็นอื่นใดที่มีมาออกหมด เพราะความคิดเห็นต่างๆที่รู้มา จะบดบังความจริงมากกว่าจะช่วยให้เข้าใจความจริง. เขาต้องการหาความเห็นส่วนตัวของเขาเอง หลุดจากการพูดตามพูดซ้ำคนอื่น.
       
ก่อนหน้าเดส์ก้าร์ตไม่นาน เลโอนารโด ดาวินชี กับนิโกลัย โกเปรนิก (Nicolaj Kopernik, 1471-1543) สองนักปราชญ์ในยุโรปยุคใหม่ ผู้ค้นพบความจริงใหม่ๆ กฎเกณฑ์ใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์ สร้างทฤษฎีความรู้ด้วยสติปัญญา จากความคิดตรึกตรองจากเหตุปัจจัย จากการทดลอง ไม่ใช่จากความเชื่อหรือจากคำบอกเล่า. เป็นที่น่าสังเกตว่า ในยุคศตวรรษที่ 17 เดียวกันนั้น นักปราชญ์ยุโรปเกือบทุกคน ให้ความสนใจคณิตศาสตร์และใช้แนวคณิตศาสตร์ ค้นหาเทคนิคและวิทยาการใหม่ๆ. คณิตศาสตร์เท่านั้น ที่เป็นเครื่องมือสำรวจจักรวาล สำรวจโลกมนุษย์โดยไม่ทำให้สับสน ทั้งนี้เพราะคำแต่ละคำที่เราใช้กัน เพียบด้วยความหมายที่เป็นมรดกจากวัฒนธรรมและจากประวัติศาสตร์. คำทั้งหลายจึงเป็นตัวจำกัดความคิดอ่านของเราโดยเราไม่รู้ตัว. แต่ตัวเลขไม่มีเนื้อหานัยแทรก ที่จะมีอิทธิพลต่อความคิดตัวเลขจึงเป็นตัวกลาง เป็นสื่อที่บริสุทธิ์กว่าและอาจใช้เป็นภาษา, เป็นทุ่นในการค้นหาความจริงได้ดีกว่า. ภาษาคณิตศาสตร์ ไม่มีความกำกวมใดๆ. หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง ไม่มีคำตอบอื่น. เราเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า ภาษาคณิตศาสตร์ไม่มีนัยวัฒนธรรมอื่นแทรกซ้อนที่สร้างความสับสนได้ เพราะไม่ว่าเราจะเขียนจำนวนด้วยตัวเลขอาราบิค 1, 2, 3 ฯลฯ หรือตัวเลขไทย  หรือตัวเลขโรมัน I, II, III, ความหมายคงที่เสมอ จึงเป็นภาษากลางที่ชนทุกชาติทุกภาษาสื่อถึงกันได้ทันที.
       เดส์ก้าร์ต จึงใช้วิธีการของคณิตศาสตร์และอภิปรายตามแนวของปรัชญา เพื่อหาความรู้ตั้งแต่ศูนย์ขึ้นไป ตัดความรู้ต่างๆที่เขาเรียนมาจากโรงเรียนทิ้งหมดสิ้น. เขาเริ่มจากตัวเองก่อนว่า เขาเป็นใคร คืออะไร มีตัวตนไหมและมีอะไรเป็นต้น. เขาเริ่มหาความจริงของเขาทีละอย่างทีละขั้นๆ เมื่อได้คำตอบก็ก้าวต่อไปอีกขั้นหนึ่ง โยงเกี่ยวกันเป็นลูกโซ่ที่มั่นคงและไม่หลุดสลายลง, ด้วยวิธีการแบบนี้ เขาสร้างตัวเขาเองใหม่ บุคลิกใหม่ ให้ความหมายใหม่แก่คำว่า ผม(ข้าพเจ้าเป็น ข้าพเจ้า ที่ไม่เหมือนใครเลย. เขาเนรมิต “ตัวผม” ที่รู้คิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อเขาอุทานออกมาว่า“ ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมีตัวตน  (Je pense donc je suis. หรือในภาษาอังกฤษว่า I think,  therefore I am. สำนวนละตินที่จดจำกันในหมู่ชาวยุโรปคือ Cogito, ergo sum.เป็นเสียงแห่งความมั่นใจ เป็นเสียงของความสุขที่ได้ค้นพบตัวเอง ลากตัวเองออกจากความมืดอันเวิ้งว้างสู่แสงสว่าง.
       
แต่ยุคนั้นการเป็นคนรู้คิดเป็นภัยต่อสังคม ต่อระบบสมบูรณาญาสิทธิราชและต่อศาสนา. เดส์ก้าร์ต ต้องลี้ภัยออกจากประเทศฝรั่งเศสไปสวีเดน ไปให้ไกลจากอิทธิพลแวดล้อมที่ส่งผลต่อการค้นหาความจริงของเขา ตอนนั้นเขามีอายุ 23 ปี. งานเขียนของเขา (Les Méditations) พิมพ์เผยแพร่ออกมาในปี 1637 เท่านั้นเมื่อเขาอายุ 41 ปี. ในยุคเดียวกันนั้น กาลิเลโอ พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกกลม มีแรงศูนย์ถ่วงฯลฯ และถูกคริสต์ศาสนาประณามว่าเป็นคนสติฟั่นเฟือน (ปี 1633). กาลิเลโอตกอับและอยู่ในความลำบากยากแค้นตลอดยี่สิบปีสุดท้ายของชีวิต.
       ปัจจุบันสังคมตะวันตก ค้ำจุนและปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการคิด เหมือนหรือต่างจากคนอื่น หรือผิดแปลกจากระบบสังคม จากระบบศาสนาหรือค่านิยมของสถาบันใด. แต่ในศตวรรษที่17นั้น อาจมีโทษถึงตาย. ชาวฝรั่งเศสต้องคอยการปฏิวัติฝรั่งเศส(ปี 1789) เพื่อการมีเสรีภาพในการคิดและการมีความเห็นของตนเอง ตามบัญญัติที่ระบุไว้ในประกาศสิทธิมานุษยชนและสิทธิของประชาชนบทหนึ่งที่ว่า ไม่มีใครต้องหวาดกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของตนเอง. กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการคิด ในการมีความเห็นของประชาชนแต่ละคน. เสรีภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกประเทศ.

        ในที่สุด ชาวฝรั่งเศสเรียนรู้อะไรจากงานเขียนของ เดส์ก้าร์ต พอจะสรุปได้ว่า เขาแนะให้สงสัยไว้ก่อนว่า ข้อมูลเอกสารทั้งหมด มาจากขนบหรือธรรมเนียมที่คนอื่นวางไว้และที่ตกทอดมา เพราะฉะนั้นไม่อาจนำมาเป็นความจริงแท้แน่นอนได้ เพื่อให้ได้ความจริงหรือความรู้ที่แท้จริง ต้องคิดดังนี้
1) แบ่งปัญหาที่เผชิญออกเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆลงไปให้มากที่สุด ให้เป็นคำถามเล็กๆโดยที่แต่ละคำถามมีหนึ่งปัญหาเล็กปัญหาเดียว เช่นนี้สติปัญญาจะแก้ปัญหาทีละปัญหาไป อันเป็นสิ่งง่ายกว่า.   
วิธีการนี้ดูจะได้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ ที่ยังคงใช้วิธีนี้แก้ปัญหาเสมอมาจนถึงปัจจุบัน.
2)
ให้พินิจพิจารณาข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมาด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ว่าทุกส่วนมีเหตุมีผลต่อเนื่องกันอย่างแท้จริงหรือไม่ และเพื่อวัดความถูกต้องของข้อความ ต้องเปิดโอกาสรับรู้และเข้าใจข้อมูลกว้างออกไป ซึ่งเป็นการตรวจสอบความถูกต้องหรือความเป็นไปได้หรือไม่ ของข้อมูลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับให้โอกาสเปรียบเทียบและพิสูจน์ข้อมูลว่าจริงหรือไม่จริง.
      
วิธีการของเดส์ก้าร์ต เป็นหลักสำคัญในการเรียนรู้ความจริงแบบวิทยาศาสตร์ ก่อให้เกิดความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับปรัชญาว่าน่าเชื่อมากน้อยเพียงใด. ด้วยวิธีการนี้ปราชญ์รุ่นต่อๆมา ค้นพบจุดบกพร่องต่างๆในปรัชญาตะวันตก. เดส์ก้าร์ต จึงเป็นผู้เปิดทางของการคิดแก่โลก. 
        แต่เมื่อฝึกคิดตามนี้จนเป็นนิสัยแล้ว ก็ยากจะหยุดอยู่ที่การเรียนรู้เท่านั้น. นิสัยแบบนี้แทรกเข้าในชีวิตสังคมด้วย ทำให้สงสัยคำพูดของทุกคนไว้ก่อนว่าไม่จริง หรือเห็นว่าการสนทนาเป็นเพียงมารยาทสังคมที่ไร้ความหมายที่แท้จริง. หากคิดเช่นนี้ย่อมทำลายความสงบในสังคม กระทบกระเทือนไปหมดทุกฝ่าย เพราะเกิดอคติล่วงหน้าไว้แล้วว่า คนเราพูดเพื่อพูดเท่านั้น. เพราะฉะนั้นการนำลัทธิ เดส์ก้าร์ต ไปใช้ในสังคมจึงมีภัย ซึ่งปราชญ์เองรู้ตระหนักถึงข้อนี้และได้เตือนไว้. ในทำนองเดียวกัน ก็ทำให้นึกต่อไปถึงบทบาทของภาษาในสังคม ดังที่รู้กันแล้วว่าภาษามีหลายระดับที่อาจให้นัยความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแม้จะสื่อเนื้อหาเดียวกัน. อย่างไรก็ดี เดส์ก้าร์ต เป็นผู้เริ่มปูทางปรัชญาแนวใหม่ ด้วยการชี้ให้เห็นว่า ต้องระวังความหมายซ้อนๆที่ติดมาจากวัฒนธรรมของคำแต่ละคำ, อย่ารับมันมาเต็มร้อยโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน.
       
เดส์ก้าร์ต พิมพ์งานเขียนของเขาเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็ผิดธรรมเนียมในศตวรรษที่ 17 ที่หนังสือความรู้ วิทยาการหรือปรัชญาเขียนเป็นภาษาละติน. เขายืนยันความเป็นคนฝรั่งเศส เน้นความสำคัญของการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกับชาวฝรั่งเศส, ให้ชาวฝรั่งเศสทุกคนเป็นผู้อ่าน, เป็นผู้ตัดสินงานเขียนของเขา, ไม่ใช่กลุ่มปัญญาชนกลุ่มน้อยในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันศาสนาที่ใช้ภาษาละติน. เมื่องานเขียนของเขาพิมพ์ออกสู่สังคม 18 ปีต่อมา (1637), ปัญญาชนยุโรปตื่นตัว ต่างเริ่มจับ “ความคิด” มาเป็นหัวข้อศึกษาทางปรัชญา. ยุโรปตอนนั้นพูดภาษาฝรั่งเศส คำกล่าวของเดส์ก้าร์ต ที่ว่า “ ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมีตัวตน ฝังอยู่ในจิตสำนึกของชาวยุโรปตั้งแต่นั้นมา, เป็นแนวศึกษาใหม่ที่เรียกว่า  การเตเซียนิสซึม (cartésianisme) ที่สอนในสถาบันการศึกษาตั้งแต่ปี 1662 ที่เมืองลูแว็ง (Louvain ประเทศเบลเยียม), ที่มหาวิทยาลัยซอรบอนน์ (Sorbonne) ในปี 1669 และปี 1672, และเป็นหนึ่งในหนังสือต้องอ่านในระบบการศึกษาฝรั่งเศสตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20. ฝรั่งเศสดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวที่บังคับสอบวิชาปรัชญาในประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย. ระบบการศึกษาฝรั่งเศส จึงยังคงให้ความสำคัญแก่การรู้จักคิด. ชื่อเดส์ก้าร์ต ใช้เรียกมหาวิทยาลัยปารีสที่ห้า (Université René Descartes). ปรัชญาของ เดส์ก้าร์ต วางเทคนิคการคิดเพราะผู้รู้คิดคือผู้ค้นพบตัวเอง, สืบทอดการหาความรู้และความจริงด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ที่เลโอนารโดและโกเปรนิกเป็นผู้บุกเบิกกรุยทางไว้.

       เดี๋ยวนี้ทุกคน ทุกมุมโลก กินอยู่(เกือบ)แบบเดียวกัน ใช้สินค้าแบบเดียวกัน แต่งตัวเหมือนๆกัน และแน่นอนอีกไม่นานอาจจะพูดภาษาเดียวกัน แม้กระนั้นเกือบทุกคนเชื่อมั่นว่าตัวเองคิดเป็นและคิดต่าง...

โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ บันทึกเพื่อนำลงเผยแพร่ในบล็อก
เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๗.