Saturday, 8 November 2014

ชวนกันไปเดินในเขาวงกต - Labyrinth

ประสบการณ์ในการเดินเขาวงกต

9th June 2013.
          นานแล้ว เคยเห็นในสวนหนึ่งในเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในเยอรมนี (Garmisch-Partenkirchen [การฺมิช พารฺเถิ่นกีรฺเขิ่น])  เขาทำทางเดินบนสนามหญ้า เป็นเส้นยาวลดเลี้ยวสักร้อยเมตรกระมัง  บนทางเดินนี้ เขาโรยทราย กรวดเล็กๆ กรวดขนาดใหญ่ขึ้นๆ เป็นตอนๆไป และติดป้ายเชิญชวนให้คนถอดรองเท้าเดินไปบนทางนั้น  แบบ bare foot in the park  ให้เดินเหยียบไปบนส่วนที่เป็นทราย  เป็นกรวดก้อนเล็กๆ  กรวดก้อนใหญ่ขึ้นๆ ตามลำดับ  


ข้าพเจ้าชื่นชมในความคิดนั้น  จุดมุ่งหมายคือการสอนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ  ให้เท้าได้สัมผัสความแตกต่าง เพิ่มความสนใจ (ความสนุกด้วย) และผลักดันให้คิดถึงแก่นของมวลสสารที่สัมผัสอยู่  เป็นการฝึกสติในแต่ละก้าวได้เช่นกัน  เมืองไทยมีศิลปินที่เริ่มหันมาสร้างงานศิลป์บนแผ่นดิน (land art) ที่เริ่มขึ้นเพื่อเทิดพระบารมีพระเจ้าอยู่หัว ในตะวันตกเริ่มมานานกว่ากึ่งศตวรรษแล้ว  ดังตัวอย่างนี้ Spiral Jetty ผลงานของ Robert Smithson (1970) ที่ Great Salt Lake มลรัฐ Utah ในสหรัฐฯ
หรือภาพข้างล่างนี้ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ National Galleries of Scotland เมืองเอดินเบิร์กในสก็อตแลนด์  ผลงานของ Charles Jencks (2001)  ที่นั่นก็น่าจะเป็นที่เดินปฏิบัติธรรมได้  ข้าพเจ้าไปเดินมาก็พอใจมากและชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของประติมากรผู้เนรมิต landform ขนาดใหญ่นั้น  ตะวันตก(โดยเฉพาะอังกฤษ) ให้ความสนใจแก่การอนุรักษ์พื้นที่ธรรมชาติอย่างมาก  และสร้างสรรค์ความงามบนพื้นที่ที่กระตุ้นความรักความสนใจที่มีต่อแผ่นดินสู่มวลชน  เขารู้จักใช้ภาษีประชาชนเพื่อสร้างความสุขคืนสู่ประชาชนมากกว่าคนไทย 
 ใครมีโอกาสผ่านไปที่ Edinburgh ควรไปดูว่ามันสวยงามจรรโลงใจเพียงใด 
แผ่นดินนี้มีค่าสุดประมาณ
10 June 2013
ภาพนี้(จากเน็ต) ที่วัด Benediktushof ในประเทศเยอรมนี วัดนี้เป็นวัดปฏิบัติธรรมตามวิถีเซน สถาปนาขึ้นในปี 2007 โดย Willigis Jäger ใช้วิถีการปฏิบัติธรรม การอยู่และร่วมมือกันในทุกเรื่อง เช่นการเพาะปลูก การทำอาหาร การทำงานหัตถกรรมอื่นๆ และตลอดเวลาที่ไปร่วม retreat นั้น ต้องเก็บวาจา นั่งสมาธิ  เดินจงกรม ฯลฯ   วิธีการปฏิบัติกรรมฐาน กำลังแพร่ออกไปในตะวันตก

           สวนวงกต (labyrinth) ในขนบกรีซโบราณ ได้ถูกนำมาใช้ในการค้นหาตนเองเรื่อยมาในสมัยคริสตกาลจนถึงในปัจจุบัน นัยดั้งเดิมยังคงอยู่เสมอ คือการค้นหาตน ในแบบเข้าใจตน เข้าใจชีวิต  ข้าพเจ้าเคยเห็นชาวคริสต์เดินด้วยเข่าไปบนพื้นหินที่เป็นรูปลักษณ์แบบสวนวงกต เป็นหญิงสาวน้ำตาไหลพรากเลย คงเจ็บเข่า เพราะเลือดไหลซิบๆเลย มีแม่เดินคุมไป  แม่คงให้เธอแก้บาปด้วยการทำทุกกรกิริยาดังกล่าว  เคยเห็นในหลายประเทศ (ปอรตุกัล  สเปน  แคนาดา)  ตามมหาวิหารที่ผู้คนเดินทางจาริกไปตั้งแต่ยุคกลาง  ไม่ใช่ง่ายเลย นี่ไม่ใช่เรื่องเจ็บตัวเท่านั้น  แต่การประจานตัวเองนี่สิ ยากยิ่งกว่ามากนัก  พระเจ้าเห็นใจคนที่รู้สำนึกผิด  แม้ในนาทีสุดท้ายของชีวิต

15th June 2013.
         เคยคิดว่า ชาวกรีกเป็นผู้เริ่มทำ แลเบอะรินธ์ (labyrinth)โดยโยงไปถึงเรื่องของมินอตอร์ในเทพปกรณัมกรีก  แต่ในประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ามีมาก่อนนั้นอีก แม้จะเป็นแบบง่ายๆ แต่จุดหมายของการทำเส้นทางเดินแบบวกวนนั้น ดูจะเหมือนๆกัน คือการเดิน(จาริก) เข้าสู่จุดใจกลาง ซึ่งตามอุดมการณ์ของแต่ละชนชาติ เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าถึงพระเจ้า หรือถึงสัจธรรม หรือของการตระหนักรู้อะไรสักอย่างเป็นต้น  และทำให้คิดว่าการเดินประทักษิณก็อาจเป็นต้นแบบของการเดินภิกขาจาร  
           การเดินเข้าไปในสวนวงกต ชาวคริสต์ได้นำมาเปรียบกับเส้นทางของจิตวิญญาณที่ใฝ่หาพระเจ้า  หรือเป็นเส้นทางฉบับย่อของชาวคริสต์ที่มุ่งสู่กรุงเยรูซาเล็ม (เพราะตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 7 ชาวเปอเชียและต่อมาพวกมุสลิมได้แผ่ศาสนาและอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางทั้งหมด ทำให้เส้นทางจากยุโรปสู่เยรูซาเล็มถูกปิดและอันตรายมากขึ้นๆ (ที่ต่อมายังผลให้เกิดการเดินทางไปกู้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หรือสงครามครูเสด)   คริสต์ศาสนาได้นำแนวคิดของสวนวงกตมาใช้เป็นรูปแบบของการเดินจาริก  ด้วยการปูพื้นโบสถ์ใหญ่ๆทั้งหลายให้มีส่วนหนึ่งเป็นพื้น labyrinth  
            ตั้งแต่ยุคกลาง แลเบอะรินธ์ เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมศาสนา   หลายแห่งถูกทำลายไปกับกาลเวลา แต่ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่ยังคงรักษาไว้ หรือบูรณะขึ้นใหม่ในศตวรรษหลังๆ  แลเบอะรินธ์ ในโบสถ์ที่รู้จักกันดีที่สุดในโลก เช่น โบสถ์เมือง Chartres และที่เมือง Amiens ในฝรั่งเศส  ทั้งสองแห่งยังคงเปิดโอกาสให้คนไปเดิน (ที่จัดให้เห็นชัดด้วยการปูแผ่นหินอ่อนสลับสองสี เข้มและอ่อน) เช่นที่เมืองชาร์เตรอะส์ - Chartres  ทุกวันศุกร์ระหว่าง 10 – 17 นาฬิกา  เจ้าหน้าที่จะนำเก้าอี้ทั้งหลายที่ปกติวางเต็มพื้นที่ออก เปิดให้คนที่ต้องการไปเดินเขาวงกตฉบับย่อบนพื้นโบสถ์ทำได้ตามความตั้งใจ ส่วนคนอื่นๆก็พลอยได้เห็นพื้นที่ แลเบอะรินธ์ เต็มตาด้วย
 ใจกลางของแลเบอะรินธ์ที่โบสถ์เมือง Chartres นั้น เป็นภาพย่อส่วนของ Rose Window
(มีคำอธิบายมากมายเกี่ยวกับการจัดทำหน้าต่างกระจกสีที่เรียกกันเป็นหน้าต่างดอกกุหลาบ)
ภาพสเก็ตช์โบสถ์เมือง Chartres จาก Wikipedia
         ส่วนที่เมืองอาเมียงส์ -Amiens ทุกปีวันที่ ๒๔ มิถุนายน (ซึ่งเป็นวันฉลองนักบุญจอห์นแบ็พไทสต์  โบสถ์เมืองนี้เก็บสารีริกธาตุ-กะโหลกศีรษะของนักบุญมาตั้งแต่ปี 1206 )  และเพราะวันนั้น ซึ่ง(ปกติ) ตรงกับวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันในฤดูร้อน (summer solstice) ที่นั่น ตอนเช้าแสงอาทิตย์ลำแสงหนึ่ง ส่องผ่านบานกระจกสูงของโบสถ์ทางทิศตะวันออก ผ่านเข้าสู่ลำตัวโบสถ์ และหยุดอยู่ที่จุดตรงกลางของแลเบอะรินธ์ ของโบสถ์  เป็นเช่นนี้ทุกปี  ทำให้เห็นอัจฉริยะของผู้สร้างโบสถ์ในศตวรรษที่ 12-15 ว่าได้เข้าถึงธรรมชาติของพื้นที่ทั้งบนดิน ใต้ดินและเหนือพื้นดิน  แล้วนำมาพิจารณาจัดวางแผนผังโบสถ์อย่างละเอียดลออเพียงไร  (มีวิหารใหญ่ๆหนึ่งในกรุงโรม -ชื่อนั้น ข้าพเจ้าลืมไปแล้วแต่หากค้นดูจากภาพที่ไปถ่ายมาคงจะระบุได้ - ที่ณวันหนึ่ง ลำแสงอาทิตย์จะตกลงบนพื้นโบสถ์ที่จำหลักเป็นจักรราศีทั้งสิบสองแบบบนพื้น  แสงที่ตกลงก็เป็นไปตามวันเวลาของแต่ละจักรราศี  ฝรั่งเขาถึงพูดว่า สถาปนิกจับแสงอาทิตย์ไว้ได้และนำมาไว้ในโบสถ์)   โบสถ์และมหาวิหารใหญ่ๆ จึงเป็นความมหัศจรรย์ของปัญญาคน ไม่ว่าเราจะนับถือคริสต์ศาสนาหรือไม่ก็ตาม 
ใจกลางของแลเบอะรินธ์ที่นี่ เป็นแผ่นหินอ่อนแปดเหลี่ยม จำหลักหรือฝังภาพลักษณ์ของสถาปนิกสามคนผู้สร้างโบสถ์และเจ้าอาวาสผู้นำในการก่อสร้างโบสถ์ (หินนี้จารึกปีที่การก่อสร้างสิ้นสุดลงคือปี 1288)  ปัจจุบันแผ่นที่เห็นเป็นแผ่นจำลอง  แผ่นจริงถูกนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ Musée de Picardie [มูเซ่ เดอ ปิการฺดี] เมืองอาเมียงส์ 
ภาพแสดงการปูพื้นในโบสถ์เมืองอาเมียงส์ด้วยแผ่นหินอ่อนสีขาวสลับดำ
มีแลเบอะรินธ์และลวดลายอื่นๆรวมกันหลายสิบแบบทีเดียว พิเศษสุดแห่งเดียวในโลก
       ในสมัยกลางนั้น ชาวคริสต์เดินเข่าไปตามเส้นทางในแลเบอะรินธ์ จนถึงจุดใจกลาง เชื่อกันว่า ความเพียรความตั้งใจในการกระทำดังกล่าว สามารถไถ่บาปทั้งหมดของเขา  กลายเป็นคนบริสุทธิ์ในสายตาพระเจ้า นอกจากเดินเข่าเข้าไปจนถึงจุดใจกลางวงแล้วยังต้องเดินกลับออกมาด้วย  ต่อมาถือกันว่า หากมิได้มีโอกาสจาริกไปเมืองเยรูซาเล็ม ก็ให้ไปเดินใน แลเบอะรินธ์ ในโบสถ์แทน  ความตั้งใจและ    ความเชื่อว่าจะได้รับการไถ่บาปหรือไม่นั้น อาจลบเลือนไปจากจิตใจคนยุคปัจจุบันแล้ว  แต่ยังมีคนจำนวนมากชอบไปเดินเท้าในแลเบอะรินธ์ ด้วยความตั้งใจ/ความปรารถนาส่วนตัว หรือเป็นการฝึกสติ (ไม่เดินเข่ากันแล้ว เพราะทรมานและทำให้หนังถลอกเลือดออกตลอดทางเลย เคยเห็นมากับตาในประเทศโปรตุเกส สเปน แคนาดา ซึ่งทำให้แปลกใจมาก คงมีไม่มากราย เผอิญไปเห็นในวันนั้นพอดี)   และตั้งแต่ยุคเรอแนสซ็องส์   แลเบอะรินธ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญแบบหนึ่งในสถาปัตยกรรมสวน แทนการใช้แผ่นกระเบื้องหรือหินอ่อน  หันมาใช้พุ่มไม้แทน และตอนบนตัดเรียบเสมอกัน สูงเท่ากัน  ในสมัยก่อน อาจสูงถึงสองเมตร แต่ความสูงลดลงๆ มาในสมัยใหม่   พุ่มไม้สูงแบบนั้นต้องใช้คนสวนดูแลหลายคน   เป็นงานหนักและกินเวลามาก (คนสวนเล่าให้ฟังว่า บางทีใช้เวลาเตรียมสองเดือนกว่าก่อนจะถึงฤดูใบไม้ผลิเมื่อคนไปเที่ยวสวนมากขึ้นๆ)   แลเบอะรินธ์ ในสวนมักเปลี่ยนไปใช้คำว่า maze แทน ซึ่งตรงกับคำ “สวนวงกต” ที่ไทยแปลไว้มากกว่า   เพราะทำด้วยพุ่มไม้วนไปมาในป่าในสวน  (เหมือนเขาวงกตในป่าหิมพานต์)  อีกประการหนึ่งเน้นความหมายของความพิศวงในเชิงความสนุกสนานมากกว่าด้วย (amazing)   สวนวงกตในอิตาลี ในฝรั่งเศส หรือในประเทศอื่นๆ ถูกปรับเปลี่ยนหรือพลิกผืนดิน แปลงไปเป็นสวนดอกไม้แบบอื่นไปเกือบหมด เพราะค่าดูแลรักษาสูงมากนั่นเอง   แต่ในอังกฤษยังคงรักษาไว้หลายสวนทีเดียว  (ส่วนแลเบอะรินธ์ ในโบสถ์นั้น ยังคงพยายามรักษาไว้เป็นมรดกสวยงามของโบสถ์) เช่นที่โบสถ์เมือง Ely  ดูขนาดและรูปลักษณ์ที่ง่ายกว่ากันมาก เทียบกับที่มีในฝรั่งเศสไม่ได้เลย

Mike Higton ได้วาดรูป Labyrinth of Life โดยใช้รูปแบบของแลเบอะริน์บนพื้นโบสถ์เมือง Ely ด้านทิศตะวันตก ดังภาพข้างล่างนี้ที่ถ่ายมาจากโปสเตอร์ข้อมูลที่โบสถ์เมือง Ely ณวันที่ 23 เดือนกันยายน ปี 2004.
          ส่วนวัดที่มีพื้นที่ไม่พอ ยังไม่ลืมที่จะแทรกรูปลักษณ์ของแลเบอะรินธ์ ให้เป็นสิ่งประดับเป็นปมเพดาน เช่นภาพนี้จากวัด Saint Mary Redcliffe เมือง Bristol ในอังกฤษ

(ภาพจาก http://stmaryredcliffe.co.uk/)
วัดนี้เป็นวัดเล็กๆ แต่สวยมากวัดหนึ่งในอังกฤษ  โดยเฉพาะขึ้นชื่อเรื่อง ปมเพดาน สารพัดรูปลักษณ์  เขามีรถเข็นเหมือนรถเข็นอาหารในบ้าน โดยมีพื้นหน้าของรถเป็นกระจกส่องหน้า ตั้งยกเอียงๆขึ้นประมาณ 30 - 40° เช่นนี้คนดูเดินเข็นรถกระจกนี้ไปตามลำตัวโบสถ์ แล้วชื่นชมปมเพดานได้โดยไม่ต้องแหงนหรือเงยจนคอเคล็ด 

           สวนวงกตแห่งแรกที่ข้าพเจ้าเข้าไปเดิน อยู่ที่พระราชวังและอุทยาน Hampton Court ชานกรุงลอนดอน  ตอนนั้นไม่คิดอะไร คิดแต่ว่าเราเดินได้ ไม่น่าจะยาก และไม่มีมโนสำนึกของการค้นหาตนหรือการล้างบาปหรือค้นหาพระเจ้า  เพียงแต่อยากเดินให้รู้ว่าเป็นอย่างไร  เผอิญเมื่อเดินไปถึงสวนวงกตของวังนั้น ก็ตกเย็นแล้ว เพราะวังนั้นกว้างใหญ่มากและมีอะไรให้ชมมากมายทั้งในแง่ของพิพิธภัณฑ์และการจัดสรรพื้นที่สวนเป็นแบบต่างๆ  เมื่อเดินเข้าไป ก็ตั้งใจเพียงว่า ต้องเดินชิดขวาไปเรื่อยๆ ตามที่มีคนเคยแนะไว้  เดินเข้าไประหว่างพุ่มไม้สูงสองข้างที่สูงปิดหัวคน มองไปข้างๆก็ไม่เห็นอะไรเพราะพุ่มไม้หนาเป็นแนวยิ่งกว่ากำแพงอิฐ ไม่มีทางจะสอดตัวผ่านพุ่มไม้ได้เลยทีเดียว  ชิดขวาไปเรื่อยๆแต่ก็เจอทางปิดตันกั้นตรงหน้า  อ้าว! ทำไงล่ะ  (ใน แลเบอะรินธ์ ของโบสถ์ไม่มีทางตัน)  หมุนเดินกลับวนต่อไป เดินไปเดินไป แน่นอนจำไม่ได้หรอกว่า เส้นทางนั้นผ่านมาแล้วหรือยัง  แล้วก็เจอทางตันอีกชักงง  พอดีได้ยินเสียงแม่คนหนึ่งร้องตะโกนหาลูกว่าอยู่ไหนๆ สวนจะปิดแล้ว  เสียงนั้นตระหนกและตื่นกลัวมาก เพราะเธอคงรู้ว่า เข้าไปในสวนตามลูกไม่มีทางเจอแน่นอน   เท่านั้นแหละข้าพเจ้าหัวใจเต้นรัวขึ้นมาเลย  ความคิดแล่นขึ้นมาเตือนว่า ถ้าติดอยู่ในสวนวงกตนั้น หาทางเดินวนไปมาออกไม่ได้ จะทำอย่างไร จะร้องให้ใครช่วย ไม่มีใครมองเห็นเราว่าอยู่ที่ไหน เห็นได้จากเบื้องบนเท่านั้น และไม่มีอะไรเหนือสวนวงกตนั้นนอกจากท้องฟ้า   สวนเขาก็จะปิดแล้ว  เสียงแม่ที่ร้องตะโกนตามตัวลูกนั้นทำให้ความกลัวขึ้นจับหัวใจ  และเมื่อเกิดกลัวขึ้นมา สติจมลงทันที  ยืนสั่นอยู่ว่าจะทำอย่างไร ในที่สุดตัดสินใจว่า ต้องหาทางกลับออกไปทันทีเพราะยังคงไม่ได้เข้าไปลึกนัก  มิฉะนั้น อาจติดค้างในนั้นทั้งคืน  ตอนนั้นกลัวขนาดร้องขอให้หลวงพ่อช่วยด้วยในใจ  แล้วงมทางจนหลุดออกมาตรงทางเข้าที่เข้าไป หัวใจยังเต้นรัวเร็ว เดินจ้ำออกไปทางประตูใหญ่ของเขตพระราชวัง  ผู้คนหายไปหมดแล้ว  นั่นเป็นประสบการณ์แรกของการเดินสวนวงกต  ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตใต้สำนึก เพราะภายหลังได้กลับไปที่นั่นอีก ก็ยังขยาดไม่กล้าเข้าไป  มาเห็นทีหลังว่า เขาเขียนเตือนไว้แล้ว
          สวนวงกตที่นั่นขนาดใหญ่มาก บนพื้นที่หนึ่งส่วนสามเอเครอ  เคยปรากฏว่ามีผู้ติดอยู่ในนั้นสามสี่ชั่วโมงหาทางออกไม่ได้  นับว่าโชคข้าพเจ้ายังดีที่ตัดสินใจไม่เดินต่อแต่ย้อนทางออกมา ไม่งั้นคืนนั้น คงติดอยู่ในนั้นแน่นอน  ในปีหลังๆ มีการจัดรูปแบบการเชิญชวนให้คนเดินเข้าไป  มีการติดตั้งระบบเสียงที่จะดังขึ้นไปบนทางเดินจุดนั้นจุดนี้  ข้าพเจ้าไม่ขอเข้าไปที่นั่นอีกแน่นอน (สวนวงกตที่นั่นนอกจากเป็นสวนวงกตที่เก่าแก่ที่สุดในสหราชอาณาจักร ทำขึ้นในราวปี 1700  ยังมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในโลก  เพราะในยุคที่สร้างสวนนั้น มีความตั้งใจให้เป็นที่สำเริงสำราญของเหล่าพระราชวงศ์ในเกมเล่นเกมรัก  ต่อมาในสมัยใหม่ ยังถูกใช้เป็นสถานที่ก่ออาชญากรรมในหนังนักสืบหลายเรื่องอย่างต่อเนื่องด้วย)              
         หากรวมเส้นทางที่วกวนไปมาเป็นเส้นตรง เส้นทางภายในนั้นอาจยาวเป็นสองสามกิโลเมตรทีเดียว  ความแคบของทางเดิน  ความยาวที่ดูเหมือนไม่สิ้นสุดและการถูกขนาบสองข้างตัว  เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อกวนสมาธิและสติของคน 
         หลังจากนั้น ข้าพเจ้าเคยไปเดินสวนวงกตในสวนอื่นๆ โดยเลือกสวนวงกตที่มีกำแพงต้นไม้เตี้ยลงพอเห็นหน้าตาคนอื่นบ้าง  ทุกครั้งก็ยังมีความหวั่นๆอยู่ ไม่ว่าจะตั้งสติอย่างไร  สวนแห่งหนึ่งในอิตาลีลุงผู้เฝ้าสวนมอบผังของสวนวงกตให้ด้วย บอกเส้นทางให้เสร็จว่า ให้เดินไปตามทางที่เขาขีดเป็นรอยดินสอไว้ ไม่หลงหรอก  ข้าพเจ้ารับมาแต่เข้าไปแค่ขอบๆเพื่อเก็บรูปเท่านั้น  คำนวณระยะทางและเวลาที่เหลือก่อนสวนปิด กลัวจะออกมาไม่ทัน 
ยิ่งเห็นเส้นทางแน่นหลายรอบ  มีคนเดินอยู่สามสี่คน (Giardino Valsanzibio, นอกเมือง Padova อิตาลี)  วันนั้น (9 สิงหาคม 2005) มีคนไปชมสวนไม่ถึงหกคน  ชาวอิตาเลียนหมด เขาขับรถไปกัน เห็นแว็บๆ แล้วก็ออกกันไปหมด  เราออกมาจากสวนเป็นคนสุดท้าย  ลุงคนเฝ้าถามว่าจะกลับอย่างไร ในที่สุดเลยติดรถลุงไปลงสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง บอกว่าจากที่นั่นมีรถกลับเข้าเมือง  ตอนไปเราไม่ได้ไปรถไฟ  รถเมล์เที่ยวสุดท้ายของวันนั้นก็ไปเสียแล้วเพราะมัวคุยกับลุงอยู่   ในที่สุดได้ติดรถลุงไปสถานีรถไฟ(ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว)  ตอนไปซื้อตั๋ว เขาบอกว่า สามยูโรครึ่ง  เอ๊ะไม่แพง  เขาบอกว่ารถไฟเที่ยวหน้ากำลังจะเทียบชานชาลาในไม่กี่นาที   รีบจ้ำไปขึ้นชานชาลาที่เขาบอก  รถไฟขบวนหนึ่งเข้าเทียบในนาทีถัดมา  เห็นมีตู้ชั้นสอง คิดว่าตั๋วเราคงต้องเป็นชั้นสอง  รีบก้าวขึ้นเลย  เปิดประตูเข้าไป  ลมเย็นมากระทบ โอ้โฮ ชั้นสองก็มีแอร์ด้วย  มีคนไม่มาก ที่ว่างเยอะ เลยนั่งสบายๆ  นั่งชื่นชมว่า รถไฟขบวนนี้ดีเกินคาด ไม่เคยเห็นรถไฟอิตาเลียนสะอาดเรียบร้อยหมดจดถึงแบบนั้น  เมืองปาโดวาที่เราจะลงเป็นสถานีแรกที่รถไฟจะจอด  ในเวลาเพียงสิบนาที  นี่มันใกล้ขนาดนี้นี่เอง ราคาตั๋วจึงถูก  ห้าหกนาทีผ่านไป ผู้ตรวจตั๋วเป็นหญิงสาว (จึงเรียกนายตรวจไม่ได้) เข้ามาในตู้ชั้นสอง เพื่อตรวจตั๋วคนขึ้นใหม่  เมื่อเห็นตั๋วรถไฟของข้าพเจ้า บอกว่าเราต้องเสียค่าปรับเพราะตั๋วที่มีนั้น เป็นตั๋วรถไฟหวานเย็น  ขบวนนั้นเป็นรถไฟนานาชาติมาจากสวิสฯเป็นรถไฟความเร็วสูงขบวนพิเศษ  ส่วนขบวนหวานเย็นเป็นขบวนที่ตามหลังขบวนนี้  เราเลยถึงบางอ้อ  จ่ายเงินค่าปรับสิบยูโรไปโดยดี  เสียค่าเรียน ไม่เสียดายหรือเสียใจ
         สวนวงกตน่ากลัวกว่า แลเบอะรินธ์ ในวัดวิหารเพราะแทรกทางตันไว้  ส่วนในวัดเดินไปเรื่อยๆเหมือนเดินจงกรม  เดินไปๆก็นำจิตใจให้คิดทบทวนเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา เห็นทุกข์เห็นสุข ความขึ้นๆลงๆ  ใจค่อยๆปลงไป                  
เมื่อเทียบกัน เส้นทางเดินในสวนวงกตแห่งนี้ (ที่ Leeds Castle, England) ยังกว้างกว่าแต่ก็นับว่าสูงกว่าขนาดความสูงเฉลี่ยของชาวยุโรป
         สวนวงกตในสมัยหลังๆมักทำแบบไม่สูงมาก ไม่เกินหนึ่งเมตร  หลายแห่งทำเป็นแบบราบแนบพื้นไปเลย  เป็นสวนวงกตแบบสนามหญ้า ที่ปล่อยให้เด็กเล็กเดินเล่นได้ พ่อแม่เห็นได้ ผู้ใหญ่ก็เดินได้  สวนพฤกศาสตร์บางแห่ง(ในอังกฤษ) ใช้ต้นหญ้ามาปลูกเป็นกอๆ ให้เรียงกันไปตามเส้นทางเดิน ซึ่งอาจใช้กระถางต้นไม้เรียงแทนก็ได้เช่นกัน  ในที่สุดเราอาจดัดแปลงใช้วัสดุใดทำก็ได้  บนพื้นที่กว้างมากน้อยเท่าไรก็ได้  ยิ่งพื้นที่มากก็เท่ากับยืดเวลาการเดินจงกรม   
         ข้าพเจ้าเคยเห็นที่หน้าสวนวงกตในเขตพระราชวังเชินบรูนน์กรุงเวียนนา  มีแท่นหินที่จำหลักรูปลักษณ์ของสวนวงกตขนาดย่อส่วน  เป็นสวนวงกตจำลองมาจากโบสถ์เมือง Chartres ที่กล่าวถึงข้างต้น  สำหรับให้คนตาบอดคลำเส้นทางได้  ในที่สุดทำให้เกิดความคิดว่า สามารถจำลองรูปแบบสวนวงกตย่อลงบนแผ่นกระดาษ แล้วให้คนใช้ดินสอลากไปตามเส้น เหมือนกำลังเดิน ก็อาจเป็นการฝึกสมาธิได้แบบหนึ่ง
สวนวงกตแบบสนามหญ้า ราบเรียบติดพื้น มองเห็นเส้นทางเดินชัดเจน  สำหรับเด็กๆ ที่บางทีก็ก้าวหรือเหยียบข้ามส่วนที่ปลูกหญ้า เพื่อเข้าไปถึงใจกลางที่สร้างเหมือนปราสาทให้ปีนป่ายเล่น  ภาพจาก Leeds Castle  ประเทศอังกฤษ  (แบบนี้ ข้าพเจ้าค่อยเดินด้วยความสบายใจ  แน่นอน ข้าพเจ้าสูงกว่าปราสาทตรงกลางสวนวงกตนี้)
แต่พอพื้นสวนราบๆ  จะไม่ให้โกงด้วยการเดินข้าม ก็ยากอยู่นะ  เด็กๆกระโดดข้ามไปเลย  ภาพนี้จากสวนสาธารณะที่เมือง Garmisch-Partenkirchen ในเยอรมนี  เมืองนี้ก็น่ารักมาก  หน้าร้อน ในสวนมีการแสดงดนตรีเกือบทุกวัน  เข้าออกฟรี  นี่คือความใจกว้างของคนเยอรมัน  ทุกอย่างที่ทำขึ้นเพื่อแบ่งปันควาสุขแก่กันเป็นหลักการพื้นฐานของการปกครองและการบริการประชาชน

 สวนวงกตที่นี่ (Scone Palace ในสก็อตแลนด์)  มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเลย
ทำเป็นรูปดาว และเล่นสองสี ใช้ต้นไม้พันธุ์เดียวกัน (beech ที่มีสองสี เขียวและแดงม่วงๆ)
ปลูกสลับกันเป็นรูปดาวได้อย่างเหมาะเจาะ เหมือนลายผ้าสก็อตที่ชายอกสามศอกชาวสก็อตสวมใส่
(ที่เป็นกระโปรงพอดีหัวเข่า) เป็นเอกลักษณ์สำคัญพอๆกับปี่และเสี่ยงปี่สก็อตเลยทีเดียว
ภาพจากแผ่นป้ายที่ติดไว้ตรงทางเข้า 
สวนวงกตนี้ ได้เดินเข้าไป  พอดีมีกลุ่มหนุ่มสาวชาวอิตาเลียนเข้าไป เลยได้เดินตามๆกันไป  มีหนึ่งคนปีนขึ้นไปบนสะพานสูง และคอยบอกเพื่อนๆว่า ให้เดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา  เช่นนี้ ทั้งกลุ่มเดินกึ่งวิ่งแบบพรวดเดียวในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  มิได้เดินอย่างครุ่นคิดใดๆ สนุกๆกันเท่านั้นแล้วก็ออกมา
       ภาพสุดท้ายข้างล่างนี้ ถ่ายจากสวนวงกตที่ Glendurgan Garden ในภาคตะวันตกของอังกฤษ  มีชื่อเสียงมากอีกแห่งหนึ่งเพราะความซับซ้อนของแบบสวน และเป็นสวนวงกตแห่งเดียวที่ใช้ต้นลอเร็ล (laurel) ทั้งหมด  สูงประมาณหนึ่งเมตร  ตรงกลางสวนเป็นทำศาลามุงฟางต้นข้าว เรียบง่าย  วันนั้นกำลังเดินๆอยู่ เห็นหญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในสวนนี้ แต่เพียงพริบตาเดียว เข้าไปนั่งอยู่ใต้หลังคาศาลานั้นแล้ว  ไม่เห็นเดินเกินสองสามนาที  สงสัยว่าเข้าไปได้อย่างไร หรือรู้ทางลัด เพราะท่าทางคุ้นเคยกับสถานที่ เข้าไปเหมือนต้องการไปจับจองที่นั่งในศาลา  เมื่อเราเดินเข้าไปใกล้ๆ  เห็นกำลังทานขนมข้าวต้มที่นำติดตัวไปในตะกร้าเธออย่างสบายใจ  คงเป็นที่พักทานกลางวันของเธอหลายครั้งแล้ว จึงรู้ทางลัดโดยไม่ต้องเดินทั้งสวน  มันไม่แฟร์นะ  (ภาพนี้ถ่ายจากบนเนินเขาอีกลูกหนึ่งที่มองลงไปเห็นที่ตั้งของสวนวงกตนี้อย่างงดงาม  เป็นภาพสวนวงกตสวนเดียวที่เก็บภาพได้เกือบเต็มด้วยกล้องของเราเอง)
         ใน Cornwall มีสวนวงกตที่เป็นก้อนหินจัดเรียงกันในแบบของ Stonehenge แต่ขนาดของหินที่วางเรียงๆกันนั้น ไม่สูงตั้งตระหง่าน เป็นเพียงก้อนหินใหญ่ๆว่างั้น  ไม่มีข้อมูลว่า เกิดขึ้นหรือใครมาทำไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่   สวนวงกตนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้แล้ว ไปปี 2009)  เมื่อข้าพเจ้าไปเที่ยวอุทยานนั้น ก่อนกลับคิดว่าน่าจะเดินไปดูว่า สวนวงกตหินนั้นเป็นอย่างไร   ถามป้าที่กระท่อมรับรอง(ที่เป็นที่ขายตั๋วเข้าชมอุทยาน ขายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกเล็กๆน้อยๆ น้ำดื่ม ขนมหรือแยมที่แม่บ้านมาฝากขาย และหนังสือเกี่ยวกับสวนบ้างนิดหน่อย)  ป้าบอกว่า สวนวงกตหินนั้น มิได้อยู่บนพื้นที่ฝั่งเดียวกับอุทยาน แต่อยู่บนเนินเขาอีกฝั่งหนึ่ง  ป้าชี้ทางให้  เรามองตามทิศทางที่ป้าชี้ จากหน้าต่างกระท่อมเห็นเนินเขายาวเหยียด  เป็นผืนหญ้าเขียวชะอุ่ม  ป้าบอกว่า หลังเนินเขาลูกนั้น คือที่ตั้งของสวนวงกตหิน  เราตัดสินใจไปดูให้เห็นกับตา  เดินออกจากกระท่อมรับรองไปตามทางแคบๆปลายเนิน   
         เนินเขาลูกนี้ มีรั้วเหล็กกั้นเป็นตอนๆ รั้วเป็นแนวตัดลงจากยอดเนินลงมาถึงปลายเนิน  เดินบนทางแคบๆปลายเนินไปสัก ๓๐๐ เมตร เห็นรั้วคั่นแบ่งพื้นที่รั้วที่หนึ่ง  ต้องเดินขึ้นไปตรงกลางเนินเพราะมีประตูที่มีกลอนพาดไว้ให้ปิดเปิด   เรายกเหล็กสั้นที่พาดประตูขึ้น เสียงเอี๊ยดๆ เพราะมีสนิมนิดหน่อย  เดินเข้าไปบนเนินที่สอง ปิดสลักประตู  แล้วเดินลงไปปลายเนินเพื่อเดินต่อไป
         เข้าใจแล้วว่าทำไมวัวและแกะต้องมีเท้าเป็นกีบ  เพราะเนินหญ้าที่ดูเรียบๆสวยงามนั้น ในความเป็นจริงพื้นใต้ผืนหญ้านั้น มิได้เป็นพื้นราบเรียบ แต่ขรุขระเป็นลอนๆ  แถมยังที่ดินเอียงลาด  เดินขึ้นลงพอทำได้ แต่เดินขนานตามแนวนอนนั้น  เท้าจะพลิกเสียหลัก เหมือนเสียศูนย์  เคยคิดตั้งแต่ไปอังกฤษครั้งแรกในปี 1969 ว่า  วัวหรือแกะทำไมยืนกินหญ้าบนเนินลาดได้ตลอดเวลา  หรือพวกนี้มีขาที่หดสั้นหรือยืดยาวได้   วันนั้นเดินเนินหญ้าที่นั่นแล้วก็เข้าใจ
         เดินจากเนินตอนที่หนึ่งข้ามรั้วไปตอนที่สอง ออกจากกระท่อมรับรองมาแล้วกว่า ๖๐๐ เมตร เจอรั้วคั่นอีกเพื่อเข้าไปผืนที่สาม  สวนวงกตคงอยู่ไม่ไกลจากผืนที่สาม  มือยังอยู่ที่กลอนเหล็กที่พาดรั้ว  ทันทที่ยกขึ้น เสียงดังเอี๊ยดอีก  ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปในผืนที่สาม  จู่ๆเห็นฝูงวัวมาล้อมฉับพลันเหมือนปรากฏการณ์   โอ๊ะโอ! มาจากไหนนี่  เราวางกลอนกลับลงในที่มัน  ยืนมองฝูงวัวที่มาออตรงหน้า  ยี่สิบสามสิบตัวได้มั้ง  ห่างกันแค่ศอก  ตามองตา  ถ่ายรูปวัวมั้ย  กล้องพร้อมห้อยอยู่ที่คอ  อย่าดีกว่า เสียงชัตเตอร์ วัวอาจตื่นได้  พวกมันจะข้ามไปผืนที่สามหรือ  กวาดตามองดูวัวทั้งหลายที่มาล้อมเราอยู่ตรงรั้ว  เพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นว่า วัวสูงกว่าเรามาก  แล้วนี่จะทำยังไง  เปิดสลักกลอนให้ฝูงวัวผ่านไปในผืนที่สามมั้ย   พวกมันจะเบียดตัวเราบี้ไปเลยมั้ย  นึกถึงหนังคาวบอยที่เขาต้อนฝูงวัวเข้าคอก  ท่าทางจะไม่รอดถ้ายืนอยู่ตรงนั้น  รีบยืนหลังแนบรั้วไว้ก่อน เผื่อวัวจะเบียดข้ามรั้วไป  มองไปยังพื้นที่ข้างหน้า  ไม่มีวี่แววคนเลย  มองไปไกลๆที่ประตูแรกที่ออกมาจากอุทยาน  เห็นคนเล็กๆสองคนกำลังเดินมา คงอยากมาดูสวนวงกตหินด้วย  จะตะโกนให้เขาช่วยดีมั้ย  ไกลอย่างนั้น เขาไม่ได้ยินหรอก  ดีไม่ดีวัวตกใจ จะมีปฏิกิริยาอย่างไร  เดาใจวัวไม่ได้  สองคนที่เห็นไกลๆ เดินมาได้ไม่กี่ก้าว  เห็นฝูงวัวที่อออยู่ตรงรั้วที่สอง  ไม่เห็นเราแน่นอน  ทั้งสองหันหลังเดินกลับเข้าไปในอุทยาน  เราค่อยๆเลื่อนหลังแนบชิดรั้วแล้วก้าวขาซ้ายไปข้างตัว ขาขวาตามไป  ลงสู่ปลายเนิน (โชคดีที่ไม่ใช่รั้วลวดหนาม เป็นรั้วราวเหล็ก)  หน้ายังเผชิญฝูงวัวอยู่  ทั้งฝูงเดินตามเราลงไป They still follow me! Follow me wherever I may go!  พอถึงปลายเนิน  ตัดสินใจหันหลังให้วัวแล้วเดินจ้ำไปในทิศทางของประตูอุทยาน  ประโยคเดียวที่ร้องลั่นอยู่ในใจ  Mon Ange, aidez-moi. Mon Ange! Mon Ange!  ตอนนี้ไม่เหลียวหลังไปดูแล้ว  เดินเอาชีวิต  ได้ยินเสียงร้อง มอ...ม้อ...มอ...มอ   เอ! ปกติวัวร้องเป็นพยางค์เดียวยาวๆนี่นะ  เท้ายังจ้ำต่อไป  ลองหันไปดูซิ  ยังตามหลังเราอยู่มั้ย   อ้าว! หายไปไหนกันหมด  มาเร็วไปเร็ว  เงียบและฉับพลัน  Surreal จริงๆ  มองขึ้นไปบนเนิน เห็นก้นวัวตัวสุดท้ายกำลังจะลับหายไป  พึมพำได้เพียงว่า Merci! Merci! Merci!  เท้าเดินต่อไป ข้ามกลับจากผืนที่สองสู่ผืนที่หนึ่ง  เดินมุ่งไปสู่ประตูอุทยานถึงกระท่อมรับรองของอุทยาน  เรียกว่าหอบฮักๆ หายใจไม่ทันเลย   เห็นหน้าคุณป้าคนเฝ้ากระท่อมเท่านั้นแหละ  There’s a whole herd of cows out there! They encircled me!  ป้ายิ้มๆ ไม่ตื่นเต้นไปกับเรา บอกว่า They won’t hurt you.  แล้วฉันจะรู้ได้ยังไง  No way I could have imagined such an encounter (of the third kind! à คน เทพ และสัตว์)  ป้ายังบอกว่า พวกนี้เป็นวัว แต่อีกฝั่งหนึ่งเป็นวัวกระทิง  พวกนั้นสิ ต้องระวัง…Oh my God!   ยืนอกสั่นขวัญแขวนอยู่กับป้าตรงนั้น  มีสตรีสองคนเข้าไปในกระท่อม รู้จักและทักทายป้า  พวกเขากำลังจะกลับเพราะห้าโมงเย็นแล้ว  ป้าเลยขอให้พวกเขาไปส่งเราที่ถนนใหญ่  มีป้ายรถเมล์ที่เราจะจับรถกลับเข้าเมืองได้  และเราก็ไปยืนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเผชิญมาต่อที่ป้ายรถเมล์นั้น  
          ตอนมาที่อุทยานนั้น เราลงรถเมล์ฝั่งตรงข้ามแล้วเดินเข้าประตูใหญ่ของ domain นี้  ต้องเดินเข้าไปอีกหนึ่งกิโลเมตรเป็นอย่างน้อย กว่าจะถึงทางเข้าอุทยานจริงๆที่กระท่อมรับรองตั้งอยู่   ถ้ามองจากประตู domain เราไม่เห็นอะไรเลยของอุทยานนอกจากถนนสายยาว มีต้นไม้ใหญ่ปลูกเป็นแนวสองข้าง  สวนอังกฤษหรืออุทยานในอังกฤษเป็นแบบนี้  ถ้าไม่ไปรถยนต์ ก็ต้องเดินลูกเดียว  ไปเที่ยวสวนใดแต่ละวันได้สวนเดียว  ต้องเดินไม่ต่ำกว่า ๕-๖ กิโลเมตร ก็ยังไม่ครอบพื้นที่ทั้งหมด   ถ้าเดินไปทุกมุมล่ะก็ ไม่ต่ำกว่า ๑๐ กิโลเมตร  เดินแบบนี้ สุขภาพดีแน่นอน  English breakfast ต้องกินเต็มที่ทุกอย่าง  ไม่งั้นไม่มีแรงพอ และก็ไม่ต้องกลัวว่า เบค็อนมันเกินไป อาหารหนักเกินไป เพราะหากเดินทั้งวัน ร่างกายย่อยเอาพลังงานไปใช้หมดไปวันๆเลย  กินได้ดี ย่อยดีตลอด  ไปสวนแบบนี้  ไม่มีเวลากินอะไรที่สวนหรอก เพราะมันกว้างมาก  เดินไปยังจุดชมวิวจุดต่างๆ  หิวขึ้นมา ต้องเดินกลับมาที่จุดเริ่มต้น  ภายในสวนเองไม่มีอะไรขาย  นอกจากสวนขนาดใหญ่ๆ ที่มีร้านกาแฟ ร้านอาหารตั้งหนึ่งหรือสองแห่ง ห่างกันไกลคนละมุมสุดพรมแดน เช่นที่สวนคิว (Kew) เป็นต้น  ถ้าต้องกินมื้อเที่ยงต้องเอาของกินติดตัวไปเอง  ข้าพเจ้าขี้เกียจแบก กล้องก็หนักพอแล้ว  อย่างมากมีกล้วยหนึ่งใบ ท็อฟฟี่นิดหน่อยเพื่อเพิ่มพลัง แต่จริงๆแล้ว กินหวานๆ ทำให้หิวมากขึ้น  จงหลีกเลี่ยง  กินผลไม้หรือน้ำดีกว่า  ไม่ต้องห่วงเรื่องดื่มน้ำแล้วต้องเข้าห้องน้ำ เพราะไม่มีการปวดปัสสาวะ เนื่องจากเดินๆแบบนี้ เหงื่อออกมาแทนแล้ว
        เป็นอันว่า สวนวงกตหิน เราก็ไม่ได้เห็นในที่สุด  ไปดู Stonehenge ง่ายกว่ามาก  ไม่ต้องครวญ  
ตามองตา สายตาเราจ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านหัวใจ รักฉันก็ไม่รัก หลงฉันก็ไม่หลง....
        การสบตากับอะไรที่ต่าง species กันนั้น  ถ้ามีสติ ก็ดูเหมือนจะ “คุย” กันได้   นึกถึงครั้งหนึ่งไปเดินในป่าแห่งหนึ่งที่ฟินแลนด์  ข้าพเจ้าผู้ไม่ขับรถ ไม่ค่อยมี sense of direction นัก  เดินหลงอยู่ในป่า  เห็นต้นไม้ต้นสูงใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา สง่าและภูมิฐานมาก  เมื่อเดินไปถึงพื้นที่วงกลมเล็กๆ  แสงแดดส่องสว่างตรงวงกลมนั้น  เลยหยุดยืนกลางพื้นที่วงกลมนั้น เงยหน้าชื่นชมต้นไม้ กิ่งไม้ ใบไม้รอบๆ และฟังเสียงลมที่พัดผ่านต้นไม้  สบายใจจริงๆ  แหงนหน้านิ่งอยู่กับที่นานพอสมควร   รู้สึกมีอะไรมาแตะนิดๆเบาๆตรงหน้าอก  ข้าพเจ้าเลื่อนสายตาโดยไม่ขยับตัวลงมามองบนหน้าอก  ตาเจอตา  ต่างฝ่ายต่างจ้องกัน  สบตากับกระรอกสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่  นี่เขาคิดว่าเราเป็นตอไม้หรือไง  ขยับตัวนิดเดียว  เจ้ากระรอกวิ่งปรู๊ดลงพื้นไป  เราเห็นเต็มตาว่า มันตัวโตมาก  ขนาด ๓๐ เซนติเมตรได้  ยังมีหางเป็นพู่ยาว เหมือนดอกไม้ช่อใหญ่สวยงามมาก  เราเปล่งเสียงพูดในบัดดลว่า  Attends! (Wait!) เจ้ากระรอกหยุดหันหน้ามามอง  ข้าพเจ้ารีบค้นหาขนมในกระเป๋ากางเกง  เจอแต่ท็อฟฟี่ เลยแกะกระดาษแล้วยื่นมือออกไปให้  Tiens, voilà! (นี่แน่ะ!) กระรอกวิ่งเข้ามาใกล้  สองมือมาคว้าท็อฟฟี่  แล้ววิ่งออกไปห่างๆ  เอาท็อฟฟี่เข้าปาก ชิมดู เอียงคอเล็กน้อย  Désolée, je n’ai pas de noisettes! (Sorry! I don’t have nuts.) กระรอกมิได้ทิ้งท็อฟฟี่  เอาไปด้วย แล้ววิ่งหายไปในพุ่มไม้   ข้าพเจ้ายังยืนพิศวงใจอยู่ที่นั่น  กระรอกตัวใหญ่ขนาดนั้น  ตัวเบ๊าเบา  ไต่ตามความสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบโดยที่ข้าพเจ้าแทบไม่รู้สึกเลย  
         พวกเราต่างพูดคุยกับน้องหมาน้องแมวเป็นประจำอยู่แล้ว  การคุยกันต่างสายพันธุ์เป็นไปได้ เพราะจริงๆแล้วคือชีวิตเหมือนกัน มีความรู้สึก รู้รักรู้กลัวเหมือนๆกัน  นึกถึงเซ็นต์ฟรานซิสที่เจรจากับเหล่าสรรพสัตว์   นึกถึง Rex Harrison ที่เป็น Dr. Dolittle หนังเด็กที่เราเคยดูกัน (Dr. Dolittle is a 1967 American musical film  directed by Richard Fleischer and starring Rex Harrison… อ่านต่อเองใน Wikipedia) ในที่สุดก็ไม่ เพ้อเจ้อนักหรอก   มาคิดดู ภาษา สำคัญในการสื่อสารข้อมูลความรู้ระหว่างคน(ที่ใช้ภาษาเดียวกันหรือเข้าใจภาษาเดียวกัน)  แต่ หัวใจ ต่างหากที่สื่อสารถึงความรู้สึกทุกประเภทระหว่างคน ระหว่างสิ่งมีชีวิตแม้จะต่างสายพันธุ์กัน  ถ้าหัวใจเปิดกว้างรับรู้ทุกอย่างอย่างที่มันเป็นโดยไม่มีอคติ   สรรพชีวิตจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกันตามวิถีธรรมชาติ  in perfect harmony.
Appreciate life as it is, let it be the way it is, which is, instinctively, the best way it can be....

บันทึกเดินทางของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ นำลงบล็อก ณ วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๗.

Sunday, 26 October 2014

สวนแขวนบนเกาะงามที่อิตาลี - Isola Bella

(ส่วนหนึ่งของข้อมูล มาจากหนังสือ Architecture of Italy by Jean Castex)
สวนแขวน ที่ไทยใช้แทนคำ hanging garden โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงสวนในโลกโบราณที่กรุงบาบิโลน (The Hanging Garden of Babylon ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ)  ทำให้เรามโนว่า สวนนี้มันแขวนต่องแต๋งลงมาจากฟ้าหรืออย่างไร ความจริงแล้ว สิ่งที่มีลักษณะที่พอจะเฉียดนัยยะของคำว่า “แขวน” คือต้นไม้ กิ่งไม้หรือใบไม้เลื้อยที่ห้อยลงมาจากพื้นที่มั่นคง(ที่มิได้ล่องลอยไม่มีจุดยืนในอากาศ)  คนที่มองจากระดับพื้นบนดินขึ้นไป จึงเห็นกิ่งไม้ใบไม้ห้อยระย้า ทิ้งตัวลงมาจากเบื้องบน และหากมีพืชพรรณขึ้นเขียวชอุ่ม ก็อาจบดบังตัวอาคารไปได้เกือบมิด จึงทำให้มโนไปได้ว่า เบื้องบนนั้นคือแดนสวรรค์บนฟากฟ้าสุราลัย 
ภาพจากวิกิพีเดีย uploaded by Rex on 25th February 2005. ภาพอยู่ใน Public Domain.
ภาพพิมพ์ลงสีนี้ เชื่อว่าทำขึ้นในศตวรรษที่ 19 หลังจากที่มีการขุดพบหัวบัวของเสาในยุคอัสซีเรียเป็นครั้งแรก เป็นภาพที่เสนอแนะรูปลักษณะของ “สวนแขวนแห่งบาบีโลน” ที่เป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์เจ็ดสิ่งของโลกยุคโบราณ ไกลไปทางซ้ายของภาพ คือ หอคอยบาเบล (Towel of Babel ที่เล่าไว้ในคัมภีร์เก่า ว่าด้วยต้นกำเนิดของการมีภาษาแตกต่างกันมากมายในหมู่คน) ยึดสืบต่อกันมาว่า สวนนี้มิได้มีลักษณะแขวนเลย แต่เพราะขึ้นบนหลังคาและ/หรือบนเทอเรสของพระราชวังในกรุงบาบิโลน เล่ากันมาว่า เมื่อราว 600 ปีก่อนคริสต์กาล กษัตริย์ชาวคัลเดียนชื่อ Nebuchadnezza II ต้องการสร้างสวน เพื่อปลอบใจมเหสีชาวมีเดียนที่คิดถึงธรรมชาติของบ้านเกิดเมืองนอนของแม่นางเมื่อต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่กรุงบาบิโลน  
ในอิตาลี สภาพภูมิประเทศที่แคบ ยาวมากกว่ากว้าง และพื้นที่ต่างระดับกันมาก เอื้อต่อการสร้างสถาปัตยกรรมไล่ระดับเป็นชั้นๆ และต่อการทำสวนเป็นขั้นบันได  ตัวอย่างหนึ่งที่ลือเลื่องมากที่สุดในโลกคือที่เกาะ Isola Bella [อีซอละ เบลล่ะ] ที่ตั้งอยู่ในทะเลสาบ Lago Maggiore [ล้าโก๊ะ มัดจิออเหร่]
      สำหรับผู้นิยมชมชื่นอิตาลี และหากยังไม่เคยไปเยือนเมืองริมฝั่งทะเลสาบของอิตาลี  มีอะไรที่น่าสนใจและที่พวกเราในวัยเรายังไปได้ เพราะไม่ลำบากปีนป่ายนัก ไม่ยากเข็ญเท่าฝั่งชายทะเลสูงชันแถบ Liguria ที่ Le Cinque Terre [เล ชิ้นเกว้ เตเหร่]  การไปเยี่ยมชมดินแดนแถบทะเลสาบนี้สะดวก เพราะมีเรือแล่นพาไปแวะเมืองต่างๆ  เป็นเส้นทางคมนาคมปกติของชนชาวพื้นเมืองที่นั่นมานานนับศตวรรษ ที่ยังเชื่อมเมืองบนฝั่งทะเลสาบนี้ในพรมแดนของประเทศสวิสเซอแลนด์ด้วย  (จากสวิสฯไปจากเมือง Locarno [โลก๊ารฺโหนะ] ก็สะดวกเช่นกัน)  รอบทะเลสาบ Lago Maggiore ภูมิทัศน์สวยงาม  ไม่ว่าจะไปในทิศทางใด ทะเลอยู่ในสายตาเสมอ สูดหายใจโอโซนใต้ฟ้าใส แล้วแวะขึ้นไปชมหมู่บ้านหรือวิลลาต่างๆ
หมู่บ้านหรือจุดที่น่าสนใจคือที่ขีดเส้นใต้ไว้บนแผนที่  
ทางเหนือคือเมือง Locarno ในประเทศสวิสเซอแลนด์ ใต้ลงมาเป็นดินแดนของประเทศอิตาลี
เมืองที่สะดวกแก่การตระเวนชมวิลลางามๆบนทะเลสาบนี้คือเมือง Stresa [สึ-เตฺร-ศะ]  เมืองเล็กน่ารัก และเป็นชุมทางเดินเรือเพื่อไปยังจุดอื่นๆบนทะเลสาบนี้ เช่นไปเที่ยวเกาะ Isola Bella [อีซอละ เบลล่ะ], Isola Madre [อีซอละ ม้าเดร่], หรือไปชม Villa Taranto [วี่ละ ต๊ารันโตะ] แล้วข้ามไปเที่ยวอารามคริสต์ศาสนาเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่ Santa Caterina [ซันตะ กะเตรี้หนะ] เป็นต้น
เมือง Stresa มองจากทะเลสาบ
พื้นที่ส่วนใหญ่ริมฝั่งทะเลสาบ Lago Maggiore นั้น ตกเป็นสมบัติของตระกูล Borromeo [บ้อรอเมโอ] ในศตวรรษที่ 15 ครอบครัวนี้ได้ทะยอยซื้อเกาะเล็กเกาะน้อยในแถบนี้ ที่รวมกันเป็นกลุ่มเกาะ Isole Borromee [อิซ้อเละ บอรอเม้เอ] ที่ประกอบด้วยเกาะสามเกาะอันมี Isola Bella (6.4 เฮกตาร์), Isola Madre (7.8 เฮกตาร์), Isola dei Pescatori (3.4 เฮกตาร์), เกาะเล็กๆอีกหนึ่งเกาะชื่อ Isolino di San Giovanni (0.4 เฮกตาร์) และเกาะหินโล้นที่ไม่มีผู้คนอาศัยอีกหนึ่งเกาะชื่อ Scoglio di Malghera (0.02 เฮกตาร์) รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมด 18 เฮกตาร์ ทั้งหมดขึ้นอยู่ในประชาคมเดียวกันคือ Comune Stresa ดังภาพข้างล่างนี้
แผนที่ทะเลสาบ Lago Maggiore ตอนเหนืออยู่ในประเทศสวิสเซอแลนด์
ภาพจากวิกิพีเดีย  ระบุไว้ว่าผู้จัดทำคือ Pinpin เมื่อวันที่ 24 September 2007 และระบุต่อด้วยว่าเป็น “travail personnel, made with Inkscape from Image : Karte Langensee.png” (cited as is indicated เพราะใช้หลายภาษาพร้อมกันในวรรคนี้)
       เกาะ Isola Bella อยู่ในทะเลสาบ Lago Maggiore มองดูเหมือนเรือลำยาวที่ทอดสมออยู่ในภูมิประเทศที่งดงามยิ่งนัก ชาวตะวันตกมโนทันทีว่าปานประหนึ่งสวรรค์ที่คนได้สูญเสียไป(เพราะถูกพระเจ้าขับไล่ออกมา)   พื้นที่สองในสามของเกาะเป็นสวนบาร็อค  อาคารวังและหมู่บ้านชาวประมงบนเกาะเกือบจะมีพื้นที่ขนาดเดียวกัน ที่แทรกเข้าไปในพื้นที่หนึ่งส่วนสามที่เหลือของเกาะ  เริ่มใช้ชื่อเรียกเกาะนี้ในปี 1636 ว่า Isola Bella (โดยที่คำ Isola แปลว่า เกาะ และคำ Bella แปลว่า สวย,งาม  สองเสียงรวมกันเป็น [อีซอละ เบลล่ะ] ที่ฟังดูเหมือนเสียงที่กร่อนมาจากคำ Isabella [อีซาเบลล่ะ] ที่เป็นพระนามพระมเหสีของพระเจ้า Charles II (1586-1652)  แต่ชื่อที่สำคัญยิ่งกว่า คือชื่อตระกูล Borromeo [บ้อรอเมโอ] ที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมจากเมืองฟลอเรนซ์  ตระกูลนี้เป็นเจ้าของเกาะนี้
       ตระกูลนี้อพยพออกจากเมืองฟลอเรนซ์ตั้งแต่ปี 1370  เป็นตระกูลนายธนาคารในเมืองมิลานและเวนิสที่คนร่วมสมัยรู้จักดีในช่วงปลายศตวรรษที่สิบสี่และศตวรรษที่สิบห้า  เพราะตระกูลนี้เป็นคู่แข่งของตระกูลเมดีชี (Medici)  สถานภาพทางการเงินที่มั่นคงและความมั่งคั่ง ทำให้ตระกูลนี้เข้าควบคุมดินแดนกว้างใหญ่ที่เรียกกันในตอนนั้นว่า รัฐ Borromeo ในแคว้น Lombardy  เมื่อต้องแข่งขันกับตระกูล Sforza ผู้ครองเมืองมิลานในเวลานั้น กับความหวั่นเกรงภัยที่อาจเกิดขึ้นเมื่อราชวงศ์ฮับสบูร์กในยุโรปแผ่อิทธิพลไปครอบครองดินแดนสเปนในศตวรรษที่ 16  ทำให้ตระกูล Borromeo ตัดสินใจตัดตนออกจากวงการธนาคารและการเงิน และพอใจกับการใช้ชีวิตเยี่ยงชนชั้นสูงที่ปกครองรัฐอิสระรัฐใหญ่รัฐหนึ่ง
       สมาชิกสองคนของตระกูลนี้เป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของลัทธิโรมันคาทอลิกในช่วงที่มีการปฏิรูปศาสนาข้างเคียง (the Counter-Reformation) ได้แก่  Carlo Borromeo [ก๊ารฺโล บ้อรอเมโอ] (1538-1584) ที่ต่อมาคริสต์จักรได้ยกย่องให้เป็นนักบุญด้วย และลูกพี่ลูกน้องของเขาอีกคนหนึ่งชื่อ Federico Borromeo [เฟเด่ริโก๊ะ บ้อรอเมโอ] (1564-1631) ทั้งสองเป็นนักปฏิรูปอย่างแท้จริงเมื่อได้ขึ้นเป็น Archbishop of Milan  ตระกูลนี้มีคำขวัญประจำตระกูลว่า Humilitas (ความถ่อมตน)  San Carlo Borromeo เป็นที่เคารพชื่นชมกันมากในหมู่ชาวคาทอลิกยุคนั้น  โดยเฉพาะความกล้าหาญกล้ายืนหยัดสู้ภัยพิบัติที่กระหน่ำชุมชนแถบทะเลสาบนี้เมื่อโรคระบาด(peste) แพร่ไปถึงที่นั่นในปี 1576 ในชุมชนแถบทะเลสาบ Maggiore เขาน่าจะเป็นนักบุญที่มีภาพบันทึกไว้บนจิตรกรรมเฟรสโก้มากกว่าผู้ใดและปรากฏเป็นภาพประดับวัดเล็กวัดน้อยที่สร้างขึ้นเพื่อขอบคุณพระเจ้าและแก้บนเมื่อโรคระบาดยุติลง  
       เกาะ Isola Bella เป็นเกาะพื้นที่หินส่วนใหญ่ที่มีชาวประมงเข้าไปตั้งรกรากอยู่ตั้งแต่ราวปี 1630 ตระกูล Borromeo เริ่มกวาดซื้อที่ดิน และซื้อบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ด้านเหนือสุดของเกาะและพยายามซื้อหมู่บ้านชาวประมงที่นั่น แต่ชาวบ้านมิได้ยินยอมทุกครัวเรือน ตระกูลนี้ได้แปลงบ้านหลังนั้นให้เป็นปราสาท  และตามกระแสนิยมแห่งยุคในหมู่ชนชั้นสูงและคหบดีผู้ร่ำรวยทั้งหลาย  ตระกูล Borromeo เป็นตระกูลผู้สร้างสวนด้วยตระกูลหนึ่งในอิตาลี  และได้คิดแบบแปลนที่เหมาะกับพื้นที่ (ที่มีเจ้าของร่วมเป็นชาวประมงอยู่ด้วย แต่โดยรวมแล้ว ดูเหมือนว่าทุกอย่างปรองดองกันได้ลงตัว)  หลังจากที่ได้ถางพื้นที่ที่เคยเป็นที่เพาะปลูกพืชผักหรือสวนครัวออกไปเสียเกือบหมด ตระกูล Borromeo ได้วางแผนสร้างสวนขนาดใหญ่โอบล้อมอาคารที่พักไว้ตรงกลาง  แต่แผนดังกล่าวถูกยกเลิกไป  รู้กันมาเพียงว่ามีสถาปนิก Angelo Crivelli (ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับคนนี้)  เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนจัดวางแผนสร้างสวนที่เป็นแบบดังที่เห็นในปัจจุบัน
         สวนบนเกาะ จัดเป็นลานระเบียง terraces ซ้อนๆกันสิบชั้นสูงขึ้นไป 120 ฟุต ตั้งเหมือนเนินเขาย่อมๆหรือไหล่เขา เหนือระดับน้ำในทะเลสาบ  การออกแบบดังกล่าวได้เชื่อมพื้นที่ระดับต่างๆเข้ากับอาคารวัง  สวนและวังดูเป็นหนึ่งเดียวกัน ต่อกันไปได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งยังทำให้เกิดจุดชมวิวจุดต่างๆ จากมุมต่างๆได้ทุกมุม ที่เป็นทั้งจุดชมสภาพเกาะ Isola Bella เอง หรือชมทัศนียภาพของเกาะโดยรอบรวมทั้งภูมิประเทศที่ไกลออกไป เช่นแนวเทือกเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมในฤดูหนาวและหมู่บ้านต่างๆที่กระจายเหมือนฝังเข้าไปในผืนป่าตามไหล่เขาทุกทิศทางที่มองไป
         เทอเรสสิบชั้นนี้ แต่ละชั้นจัดตามแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน แต่สร้างให้เชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์และสมดุล รวมเข้าเป็นเอกภาพหนึ่งเดียวกับองค์ประกอบหลักของสวนบนเกาะนี้ ที่เรียกกันว่า เวทีละครเวทีใหญ่  การละครเป็นขนบนิยมในสมัยนั้นที่สืบทอดมาจากอารยธรรมกรีกโบราณ การเข้าถึงตัวละคร เข้าถึงความคิดซับซ้อนในใจคน มีส่วนช่วยยกระดับจิตวิญญาณของคนและนำไปสู่การเป็นคนที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมมนุษย์
         ตระกูล Borromeo ได้สร้างคฤหาสน์ใหญ่โตบนเกาะตามแนวศิลปะบาร็อคตั้งแต่ราวปี 1632  ขนาดและความอลังการไม่แพ้พระราชวังใดเลย  การก่อสร้างดำเนินติดต่อมาหลายศตวรรษเช่นกัน  มีห้องโถงใหญ่ๆที่ใช้ในวาระต่างๆ  พระราชวังทั้งหลายเป็นแหล่งรวมสมบัติมีค่าต่างๆที่ข้าพเจ้าไม่สนใจจะชมนัก จึงมิได้อ้อยอิ่งตามถ่ายภาพภายในพระราชวังที่นั่น นอกจากห้องที่จัดทำให้เหมือนถ้ำตามอุดมการณ์การสร้างสวนของชาวอิตาเลียนที่เรียกว่า grotto (ดูภาพข้างล่าง)  สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจเป็นพิเศษคือการดูธรรมชาติรอบข้างเกาะ และพิจารณาแบบแปลนการเนรมิตสวนบนเกาะนั้น ที่พิเศษผิดสวนอิตาเลียนอื่นๆ หรือสวนอื่นใดในโลกนี้อย่างไร  ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากประมวลภาพที่ถ่ายมาเมื่อคราวไปเยือนที่นั่น (เดือนสิงหาคม ปี 2005) 
Isola Bella เมื่อมองจากทะเล
มุมมองด้านคฤหาสน์  
 
ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ชาวประมงบนเกาะได้หันมาทำร้านอาหารและขายของที่ระลึกด้วย
เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
การชมวังและสวนของตระกูล Borromeo ต้องผ่านเข้าไปในวังก่อน และออกจากอาคารวังโดยผ่านห้องโถงใหญ่ที่แสดงพรมประดับผนัง  ตลอดเส้นทางที่เดินเข้าไปในวัง  ผู้ชมเห็นความอลังการของสมบัติที่เป็นทั้งศิลปวัตถุหรือความเหมาะเจาะสมดุลของสถาปัตยศิลป์ในด้านหนึ่ง และในอีกด้านหนึ่ง ก็เห็นความงามน่าทึ่งของธรรมชาติทะเลสาบภายนอก จากหน้าต่างทุกบานที่เปิดออกเป็นมุมมองที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง  เป็นสองขั้วสองด้านที่ดึงความสนใจของผู้ชมตลอดเวลา
ประตูทางเข้าวัง
ห้องนี้เป็นห้องพรมประดับผนัง มีพรมทอขนาดใหญ่ประดับเรียงรายปิดไปตลอดกำแพงเลย
ห้องโถงใหญ่และยาวแบบนี้มีหลายห้องทีเดียว
ตัวอย่างพรมทอภาพธรรมชาติ
ห้องแบบนี้อีกจำนวนมาก  สมบัติล้ำค่าของชาวตะวันตกส่วนใหญ่เป็นจิตรกรรม โคมไฟระย้า
เครื่องเรือน เครื่องประดับเช่นถ้วยโถโอชาม นาฬิกา ฯลฯ

ห้องที่พิเศษสุดของวังนี้ (ตามค่านิยมชาวตะวันตกยุคนั้น) คือ ห้องโถงใหญ่หลายห้องชั้นล่างสุดของวัง ที่จัดเป็นแบบ grotto ทั้งหมด นั่นคือ ใช้กรวดสีอ่อนประดับทั้งผนัง เพดานและเสาและมีเปลือกหอยจากทะเลลึกรูปลักษณ์หลากหลายมาใช้ประกอบเป็นลวดลายต่างๆด้วย  สร้างบรรยากาศของถ้ำ ความลึกลับ อันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของความเป็นโรแมนติค สื่อความกระหายประสบการณ์ใหม่ๆ การผจญภัย ความอยากรู้อยากเห็น อยากหยั่งรู้สรรพสิ่งฯลฯ
เนื่องจากพระราชวังได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้เกือบทุกวันตลอดทั้งปี 
มีการนำแบบจำลองของพื้นที่ทั้งหมดบนเกาะนี้ มาแสดงที่ห้องโถง grotto ด้วย
รวมทั้งเป็นที่แสดงอานม้าสะสมของตระกูลที่หรูหราแบบเครื่องอานของกษัตริย์เลยทีเดียว
เมื่อออกจากวังผ่านไปบนลานเล็กๆที่มีสระน้ำพร้อมรูปปั้นประดับอยู่ติดกำแพง  
 และมีช่องบันไดขึ้นไปสองข้าง เลียบและวนขึ้นไปตามกำแพงที่มีใบไม้ปกคลุมมิดเกือบทั้งหมด เหลือเพียงขอบบนๆของกำแพงที่ทำให้รู้ว่า ใบไม้ที่เป็นดั่งพรมปิดผนังกำแพงผืนยาวและใหญ่เกาะเต็มกำแพงช่องบันได
และเมื่อขึ้นไปถึงขั้นสุดท้ายห้อมล้อมด้วยสีเขียวอันร่มเย็น  เราก้าวออกไปสู่แสงสว่างของพื้นที่โล่งกว้างและยาว ที่จัดเป็นสนามหญ้าผืนใหญ่สองข้างทางเดินตรงกลาง นำสายตาไปยังสิ่งที่ตั้งเด่นอยู่สุดสนามทิศเหนือนั้น  มองดูเหมือนเนินหินสีดำสูงตระหง่านนับได้สามระดับ มีแนวหินปูนสีขาวๆประกอบ เน้นลวดลายของสถาปัตยกรรมเวทีละครนั้น  มองรวมกันเช่นนั้น ทำให้รู้สึกว่า เวทีละครนั้นเหมือนศูนย์รวมพลังอำนาจของธรรมชาติ  ประติมากรรมและเสาโอเบลิซก์ที่จัดวางอย่างสมดุลยิ่ง  เพิ่มความตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น  เวทีในแต่ละระดับยังประดับด้วยแอ่งน้ำเล็กๆหน้าซุ้มที่มีรูปปั้นประดับในแต่ละซุ้ม  ทั้งหมดประดับด้วยประติมากรรมและเปลือกหอยเชลล์ขนาดยักษ์  บนยอดเนินหรือเหนือสุดของเวทีละครนี้ มีรูปปั้นขนาดใหญ่ที่สุด(ขนาดเกินมาตราส่วนปกติ) ของคนบนหลังยูนิคอร์น เป็นรูปลักษณ์ที่ต้องการสื่อนัยยะของ “Humilitas” ในความหมายของเกียรติยศย่อมมาจากการรู้จักถ่อมตน”  ที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตระกูล Borromeo นอกจากรูปปั้นต่างๆยังมีเสาโอเบลิซก์ที่จัดประดับอยู่อย่างเหมาะสม  ขนาบสองข้างด้วยรูปปั้นในท่านั่ง ที่เป็นรูปลักษณ์แทนความหมายของ “ศิลปวิทยา” ทางซ้ายและของ “ธรรมชาติ” ทางขวา  

และนี่คือกลุ่มสถาปัตยกรรมที่เรียกกันที่นั่นว่า เวทีละครเวทีใหญ่
ที่เป็นศูนย์กลางโดดเด่นที่สุดของสวน
นกยูงสีขาวที่นั่น เป็นพันธุ์ที่นำไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  
เทอเรสสามชั้นแรก(ที่เป็นองค์ประกอบของเวทีละครเวทีใหญ่) สร้างขึ้นในปี 1632 เพื่อให้เป็นที่สำเริงสำราญอิริยาบถของผู้เป็นเจ้าของ นั่นคือ พระเจ้า Charles III แต่เนื่องจากไม่มีน้ำบาดาลใช้บนเกาะ ทำให้การก่อสร้างหยุดชะงักไปนาน 15 ปี จนในที่สุดต้องสร้างอาคารปั๊มน้ำทรงแปดเหลี่ยมขึ้นเพื่อนำน้ำจากแผ่นดินใหญ่(อิตาลี) มาหล่อเลี้ยงสวน  Vitaliano VI และสถาปนิกของเขาชื่อ Francesco Castelli (1620-1691) ได้แปลงปราสาทให้เป็นพระราชวังที่สวยงามพร้อมสวนที่วิเศษที่ไม่มีอะไรเทียบได้เลย   ทั้งสองดำเนินการก่อสร้างอย่างไม่ลดละ และทำให้องค์ประกอบสำคัญๆของสวนสำเร็จลุล่วงไปได้ นั่นคือ โรงละครโรงใหญ่   สร้างสัญลักษณ์ขนาดยักษ์ของตระกูลบนยอดสวนด้านเหนือ  สร้างซุ้มโค้งลึกเข้าไปในกำแพงเป็นแนวยาวซ้อนกันสามระดับ   Castelli ชอบนำประติมากรรมกับเสาโอเบลิซก์ ไปเรียงรายประดับบนราวระเบียงลูกกรงเป็นแนวยาว  Andrea Biffi สถาปนิกคนต่อมาก็ทำตามด้วย  ประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นผลงานของ Carlo Simonetta (1662-1695) ทำให้แบบสวนมีเอกภาพตลอดระยะเวลายาวนานของการก่อสร้าง    
รูปปั้นยูนีคอร์นมองจากหลังเวทีละคร
ลานใหญ่หลังเวทีละคร
 
ชะโงกหน้าจากระเบียงลูกกรงบนยอดเนินด้านหลังเวทีละครเวทีใหญ่
เบื้องหลังสถาปัตยกรรมเวทีละครที่กล่าวมา  มีบันไดทอดลงไปยังเทอเรสชั้นบนขึ้นไปอีก จากบนนั้นมองลงไปเห็นสวนหย่อมที่เนรมิตขึ้นให้เป็น “สวนรัก” ที่อยู่เทอเรสใต้ลงไปห้าชั้น  ประดับด้วยแปลงปาร์แตร์ (parterres) รอบๆสระน้ำทรงกลม ตามขนบนิยม  เป็นวิธีการยืดและขยายสัดส่วนของแบบแปลนออกไป  แปลงดอกไม้ยั่วยวนตาให้ตามลงไป
 หรือเมื่อลงไปถึงระดับล่างตรงสระบัวทรงกลมของ “สวนรัก”  
เงยหน้าขึ้นไปดูระเบียงลูกกรงบนยอดเนิน
 แปลงปาร์แตร์ (parterre) ล้อมรอบสระบัวสี่แปลง มีดอกไม้สีสวยๆสลับแทรกอยู่ในลายปารแตร์ด้วย

บันไดส่วนตัวของเจ้าของวัง ที่ลงไปยังเทอเรสระดับล่างอีกสามระดับ 
 
จากเทอเรสแต่ละระดับ มีเส้นทางเดินลงหรือเดินขึ้น เป็นจุดชมทิวทัศน์อีกหลายมุมมอง  มุมมองจากเทอเรสแต่ละชั้น เหมือนถูกจัดวางให้อยู่ในกรอบของกลุ่มประติมากรรมและหรือเสาโอเบลิซก์   นอกจากนี้เทอเรสแต่ละชั้นเป็นที่รวมพรรณไม้และต้นไม้ที่เจาะจงเลือกเอารูปลักษณ์ที่เข้าไปเสริมสภาพแวดล้อมของทิวทัศน์เฉพาะของเทอเรสแต่ละชั้น  เมื่อเดินไปในแต่ละชั้น ทิวทัศน์เปิดใหม่ให้เห็นไปบนเส้นทางเดินเป็นระยะๆเป็นขั้นเป็นตอน เหมือนการค้นพบสิ่งแปลกใหม่ในแต่ละช่วงในการเล่มเกมส์เป็นต้น  เช่นนี้เทอเรสจึงรวมความหลากหลายของทิวทัศน์ทั้งมองจากบนยอดเนินและมองจากระดับเชิงเนิน  โปรดติดตามดูภาพต่างๆที่นำมาลงต่อไปนี้

 
 บนเทอเรสหนึ่ง เป็นที่ตั้งของเรือนกระจกสำหรับอภิบาลพืชพรรณต่างๆในฤดูหนาว  เรือนกระจกและเรือนเพาะพันธุ์เป็นอาคารองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในสวนอิตาเลียนส่วนใหญ่  เมื่ออากาศหนาวจัด ต้นไม้เขตร้อนจะถูกย้ายเข้าไปในเรือนกระจกที่ปรับอุณหภูมิให้อบอุ่นเพียงพอสำหรับพืชพันธุ์จากเขตร้อนเช่น กล้วยไม้ มะนาว ส้มประเภทต่างๆ รวมทั้งส้มโอเป็นต้น  
มุมหนึ่งด้านทิศใต้ก็มีเรือนกระจกขนาดเล็กสำหรับพันธุ์ไม้เรี่ยดินขนาดเล็กๆเป็นต้น
 เทอเรสอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งของกรงเลี้ยงนกขนาดใหญ่
 

 ทัศนียภาพแตกต่างกันไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมองจากมุมใด  จนอาจพูดได้ว่า หนึ่งเทอเรส หนึ่งทิวทัศน์

ที่นั่นนิยมนำกระถางต้นมะนาวมาวางเรียงบนขอบกำแพงเตี้ยๆ  เมื่อมาคิดดู ประเทศสเปนดูจะชอบผลส้มมากเป็นพิเศษ มีปลูกกันทั่วไปทั้งประเทศ ส่วนประเทศอิตาลีกลับสนใจปลูกมะนาวพันธุ์ต่างๆ  บางแห่งเป็นคลังสะสมพันธุ์มะนาวมากกว่าสองสามร้อยสายพันธุ์เลย  เช่น Villa di Castello นอกเมืองฟลอเรนซ์เป็นต้น (เคยไปถามคนสวนว่าแล้วมีพันธุ์มะนาวจากไทยบ้างไหม เขาบอกว่ายังไม่มี  วันหนึ่งอาจเอาไปให้ทดลองปลูกที่นั่น)  Limonaia [ลี้โม้หนะเหนี่ย] เป็นคำอิตาเลียนที่ใช้เรียกบริเวณที่เพาะปลูกมะนาว(พันธุ์ citrus) และบริเวณจัดวางโชว์ต้นมะนาว ในฤดูอากาศอบอุ่น  พื้นที่สวนมะนาวแบบนี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในแบบสวนและภูมิทัศน์อิตาเลียน



 
 มีอาคารเหมือนหอคอยทรงแปดเหลี่ยมสองหออยู่สองข้างพื้นที่สวน
เป็นที่ติดตั้งและจัดวางระบบเครื่องกลไกในการบริหารจัดการน้ำ
ที่ต้องนำเข้าไปยังเกาะจากแผ่นดินใหญ่(อิตาลี)

เทอเรสทั้งสิบชั้นบนเกาะ Isola Bella มีชื่อเสียงเลื่องลือไกลด้านประติมากรรมและพืชพรรณ  เป็นที่รวมพันธุ์ไม้ต่างๆเช่น roses, azalea, พุ่ม rhododendron รวมทั้งไม้ผลต่างๆเช่นต้นมะนาว ต้นส้ม ต้นพันธุ์ส้มโอขนาดเล็กเป็นต้น ยังไม่นับถึงต้นไม้เนื้อแน่นขนาดใหญ่ๆเช่นพันธุ์สนทั้งที่พบในอิตาลีและพันธุ์จากต่างแดน พันธุ์ไม้สนซีดาร์ ไม้สกุล Taxus ฯลฯ

 ที่น่ารู้คือตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 กษัตริย์ ชนชั้นสูง คหบดีผู้มั่งคั่งทั้งหลาย ต่างแข่งกันสะสมต้นไม้พันธุ์แปลกพันธุ์ใหม่จากแดนไกล จากประเทศเอเชียตะวันออกไกลเช่นจีน ญี่ปุ่น และจากทวีปออสเตรเลีย นำมาเลี้ยงดูฟูมฟักกันในยุโรป ซื้อที่ดินที่เหมาะกับพันธุ์ไม้ต่างแดนหรือสร้างเรือนกระจกอภิบาลดูแลต้นไม้อย่างจริงจัง  แต่ละคนภาคภูมิใจยิ่งนักหากสามารถเพาะเลี้ยงต้นไม้จากต่างแดนได้งามและเติบใหญ่  ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ต้นไม้เป็นสมบัติล้ำค่า ที่คนสะสมเหมือนสะสมเพชรนิลจินดา  การขนย้ายพืชพรรณทำกันมากขึ้นๆในศตวรรษที่ 19. มาถึงสมัยปัจจุบันค่านิยมนี้ลดลงไปแล้ว  น่าที่เราจะกลับมาส่งเสริมความรักต้นไม้กันใหม่และอย่างจริงจัง  เพราะความจริงคือต้นไม้มีค่ากว่าทรัพย์สินที่เป็นวัตถุอื่นใด เพราะนอกจากจะให้ร่มเงา ให้ไม้อันมีค่าแล้ว ต้นไม้ยังให้อ๊อกซิเจนแก่เรา ชุบชีวิตเราให้สดชื่น สมองปลอดโปร่ง  น่าเสียดายที่คนจำนวนมาก ไม่เคยนึกถึงต้นไม้หรือรู้คุณต้นไม้เลย  ถ้าเพียงแต่ละคนปลูกต้นไม้สักต้นในแต่ละปี...
 ด้านหลังของเวทีละคร
มองที่มุม จากต่างมุม
มองตามแนวกว้าง จากทะเล 
และจบลงด้วยภาพถ่ายจากมุมสูง ภาพจากวิกิพีเดีย

จากเมือง Stresa บนฝั่งทะเลสาบ Lago Maggiore  ข้าพเจ้าได้แวะไปชมเกาะ Isola Madre และ Villa Taranto ด้วย (ดูในแผนที่ต้นเรื่อง) ซึ่งก็ประทับใจไม่น้อยกว่ากัน เจ้าหน้าที่บอกแนะว่าให้กลับไปอีกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม เพราะเกาะทั้งหลายจะยิ่งเฉิดฉายสว่างจ้า ไปด้วยดอกไม้สีชมพูๆของ azalea และดอก Rhododendrons.
ทะเลสาบ Lago Maggiore ได้ให้แรงบันดาลใจแก่นักเขียน กวีคนแล้วคนเล่า ทั้งชาวอิตาเลียนและชาวยุโรป  ผู้ที่เคยไปที่นั่น มักเก็บความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่ บรรยากาศ สายลม แสงแดดและสายน้ำจากที่นั่นติดตัวไปชั่วชีวิต.  John Ruskin นักวิจารณ์และนักสุนทรียศาสตร์ชาวอังกฤษเจาะจงเรียกที่นั่นว่า “คือสวรรค์บนดิน เป็นสวนอีเด็นอิตาเลียน”.  Stendhal นักเขียนชาวฝรั่งเศส ได้เทียบหมู่เกาะ Borromeo ว่ามีความขลังความยิ่งใหญ่เหมือนกรุงวาติกัน มีศาสตร์และศิลป์เหมือนเมืองฟลอเรนซ์ หรือเป็นความระทึกใจดุจเมื่อไปยืนอยู่เบื้องหน้าภูเขาไฟวีซูเวียส.  Hemingway นักเขียนชาวอเมริกันต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากสหรัฐอเมริกา ไปยังอ่าว Borromeo และฝั่งทะเลสาบสวิสเซอแลนด์ เพื่อจัดฉากสุดท้ายในนวนิยายเรื่อง A Farewell to Arms.

ที่นั่นหรือที่นี่  ตอนนั้นหรือตอนนี้ ภูมิทัศน์ของความฝันของข้าพเจ้ามีภูเขาและทะเลเป็นองค์ประกอบเสมอ  
ข้าพเจ้ามองชีวิตผ่านทัศนมิตินี้ ที่ยังคงโดนใจและดลใจไม่เสื่อมคลาย…
ขอบคุณฟ้าดิน

There and here, then and now, hill and sea are always present in the landscape of my dream. They always move me. They always inspire me. They are parts of me.
Thank World...  

บันทึกเดินทางเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๐๐๕ ของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ 

นำลงบล็อกณวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗.
--------------------------------------------------
ไม่ไกลจาก Lago Maggiore มี Lago di Como [ล้าโก๊ะ ดิ โกโหมะ] ซึ่งก็เป็นทะเลสาบสวยงาม มีวิลลางามๆริมฝั่งน้ำอีกหลายแห่งที่อาจไปตั้งหลักเที่ยวได้ณสามเมืองนี้คือ Menaggio[เมนาด-จิโอ], Bellagio[เบ้ลหล่า-จิโอ], หรือที่ Lecco[เล็ก-โกะ] ข้าพเจ้าได้ด้นดั้นไป และอยากแนะให้ไปชมวิลลาในแถบนั้น เช่น Villa Carlotta, Villa Melzi d’Eril, สวนและเมือง Bellagio ที่ลือชื่อ เนื่องจากต่อมามีการสร้างโรงแรมขนาดมหึมาที่ Las Vegas พร้อมสระน้ำขนาดใหญ่หน้าโรงแรม ที่นั่นทุกคืนมีการแสดงดนตรีหรือระบำน้ำ เมื่อสายน้ำเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามคลื่นเสียงของดนตรีแต่ละเพลง สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่  ที่ยังเตือนให้นึกถึงกลเม็ดเด็ดพรายของน้ำในสวนอิตาเลียนที่สร้างในยุคเรอแนสซ็องส์  อิตาลียังครองความเป็นหนึ่งในกุศโลบายเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ  
แผนที่ทะเลสาบ Lago di Como