Thursday, 10 October 2019

ข้าพเจ้าคิด ดังนั้นข้าพเจ้ามีตัวตน - I think, therefore I am.

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว(ยี่สิบกว่าปีก่อน) เพื่อนฝรั่งเศส(คนเดียวที่มีและที่เหลือ) แต่งบทกลอนบทหนึ่งส่งไปให้ข้าพเจ้า (ตอนนั้นข้าพเจ้าออกไปพักร้อนที่ไหนสักแห่ง)  บทกลอนนั้นแต่งได้ไพเราะมีความหมายดี เห็นความอ่อนโยนในใจเพื่อน การใช้คำมีจังหวะและอ่านได้ลื่นไหล อ่านแล้วก็พอใจมาก ข้าพเจ้ารึก็ไม่มีฝีปากที่จะตอบเป็นกลอนไปถึงเพื่อนได้ ก็พอดีให้ได้เจอบทกวีบทหนึ่งของกวีเอกฝรั่งเศสที่แต่งไว้ได้ไพเราะและเต็มไปด้วยความหมายพร้อมภาพพจน์ที่สวยงามของธรรมชาติอันสงบ บทกวีนั้นจบลงด้วยใจความว่า เหนือความประทับใจของธรรมชาติที่ทอดอยู่ตรงหน้า ความงามของภาษาตรึงใจเหมือนวรรณกรรมเรื่องหนึ่ง…   
       ข้าพเจ้าเห็นว่า บทนี้ตรงกับที่ใจอยากบอก จึงเลือกการ์ดรูปทิวทัศน์สวยงามยิ่งของวันก๊อก (Van Gogh) จิตรกรชั้นครู เป็นภาพทิวทัศน์ในชนบท แสงสีฟ้าโดดเด่นในภาพนั้น แล้วบรรจงลอกบทกลอนของกวีฝรั่งเศสลงไปด้วยลายมือที่งดงาม บอกที่มาของบทกลอนนั้น ใครเป็นผู้ประพันธ์ (ณนาทีนี้ จำบทกวีได้เพียงคร่าวๆ
เสียดายว่ามิได้บันทึกไว้ แต่สิ่งที่ไม่ลืมคือผลจากการกระทำของข้าพเจ้า) แล้วส่งกลับไปให้เพื่อนด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า  เราได้แสดงความคิดเห็นเรื่องบทกลอนที่เขาแต่งขึ้นแล้ว และได้เขียนสิ่งที่งามที่สุดไปให้แล้วเป็นคำชม.
       อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ได้รับจดหมายของเพื่อนที่(ยังมีหน้ามา)บอกว่า ได้รับการ์ดแล้ว กวาดตาอ่านที่คัดลอกไป แล้วก็ฉีกทิ้งลงถังขยะไปเลย  มันไม่มีอะไรที่เป็นของคุณ จากตัวตนแท้ๆของคุณ  ไม่มีความหมายใดๆสำหรับผม  ถ้าคนที่ได้รับการศึกษาอย่างคุณ ไม่รู้จักพูดแสดงความคิดเห็นความชอบของคุณเอง เอาแต่อ้างคำพูดคนนั้นคนนี้ เหมือนเด็กอายุสิบหก แล้วจะมีความหวังใดเหลืออีก.  อ่านแล้วก็โกรธจัด บังอาจฉีกการ์ดใบสวยที่ข้าพเจ้าหวงแหนมากทิ้ง  เขียนตอบไปทันทีว่า  แล้วคุณไม่คิด ไม่ให้ค่าของความตั้งใจของฉัน ในการเลือกการ์ด ในการเลือกบทกวีที่ส่งไปให้เลยรึ (แห้ม! สับเราซะเป็นหมูบะช่อไปเลย).
      วันเวลาผ่านไป เมื่อหายโกรธ ก็มาคิดพินิจพิเคราะห์เกี่ยวกับนิสัยการใช้ภาษาของข้าพเจ้า. ไม่ว่าจะในภาษาไหน เราเคยชินตั้งแต่เด็กกับการจำประโยคสวยๆ เพราะๆ คำคมเก๋ๆ แล้วก็นำไปใช้แบบเป็นสำนวนเบ็ดเสร็จ (จนเดี๋ยวนี้ บางทีก็ยังทำอยู่ แต่ด้วยความกลมกลืนกับสิ่งที่กำลังเขียนมากขึ้น). ครูผู้คุมวิทยานิพนธ์ชาวฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยปารีส พูดย้ำเสมอว่า เมื่ออ่านอะไรเข้าใจแล้ว ก็ให้อธิบายสิ่งที่เข้าใจออกมาด้วยภาษาสำนวนของตนเอง กำกับที่มาของเนื้อหาให้ชัดเจนเพื่อให้ผู้อ่านตามไปตรวจสอบความถูกต้องว่า เราเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ไปยกคำพูดหรือข้อความของคนนั้นคนนี้มาใส่ลงในวิทยานิพนธ์เพื่อให้ยาวๆ. ถ้าจำเป็นก็ให้เอาไปใส่ในเชิงอรรถก็พอ. การลอกเลียนคำพูดของคนอื่นๆ ต่อให้คำพูดนั้นคมและไพเราะเพียงใด ก็ไม่ได้บอกว่าคุณเข้าใจและคุณได้อะไรจากข้อความนั้น ยิ่งบทความถูกใจและคุณซาบซึ้งในสิ่งที่อ่าน ก็ยิ่งง่ายแก่การย่อยสังเคราะห์และถ่ายทอดออกมาด้วยสำนวนภาษาของตัวเอง ใช้ภาษาง่ายๆของคุณเองนั่นแหละ ที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อเข้าใจแล้ว ย่อมพูดสิ่งยากๆซับซ้อนให้เป็นสิ่งง่ายๆได้. นั่นแหละคือการเก็บใจความและการพัฒนาวิธีการนำเสนอข้อมูลที่ดีที่สุด และเมื่อนั้นเท่ากับว่าสิ่งที่คุณเรียนรู้จากคนอื่นมา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในสติปัญญาของคุณ. นี่คือแนวทางการเขียนงานวิจัยตามกฎตามขนบฝรั่งเศสที่ครูได้พร่ำสอนข้าพเจ้ามา.
      บทเรียนครั้งนั้นโหดร้ายที่สุดและมีค่าที่สุดต่อชีวิต ต่อการพัฒนาตัวเองของข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าต้องขอบคุณเพื่อนที่ได้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้ข้าพเจ้าลุกยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองทั้งในการเรียนรู้และในการเจริญวัย และก็รู้คุณเพื่อนอยู่เสมอที่เป็นผู้เตือนประเภทไม่ไว้หน้าใคร เป็นผู้แก้สิ่งขรุขระที่ไม่งามทั้งหลาย ให้หมดไปทีละเล็กทีละน้อย. สำนึกสิ้นในวิญญาณว่า ตราบใดที่ยังมีอีโก้ เราก็เหมือนปักตรึงอยู่กับที่. การรู้จักถ่อมตน รับฟังคำตำหนิของคนอื่น เป็นจุดก้าวข้ามความจำกัดออกไปสู่โลกภายนอกอันกว้างใหญ่ที่ทอดอยู่เบื้องหน้า. ขอคารวะเพื่อนคนนั้น สำนึกรู้คุณเสมอมาไม่เสื่อมคลาย เล่ามาให้เป็นอุทาหรณ์.
         ตามประสาพวกเราชาวอักษรฯ ช่างจดช่างจำคำคม สุภาษิต บทกลอน คำโคลงที่เราท่องไว้ในวัยเด็กโดยไม่รู้สึกว่าลำบากยากเย็นอะไร เพราะความไพเราะคล้องจองของภาษาไทยที่ใช้  และเราก็จำๆกันโดยที่ครูไม่ได้บอกให้จำหรือเพราะจะต้องสอบ จำได้เพราะมันโดนใจเรานั่นเอง. มันจึงอยู่กับเรามาตลอด แม้จะตกหล่นคำสองคำไปบ้างในวัยหกสิบกว่านี้ แต่มันยังคงไพเราะเสนาะหูและประทับใจเราเรื่อยมา. นี่คงไม่ใช่สิ่งที่เราควรแก้ไข มันเป็นเรื่องความชอบส่วนตัว แต่กระแสการส่งเมล์ ส่งลายน์ การส่งต่อข้อความในมีเดียยุคปัจจุบัน ได้ทำลายโอกาสของการสื่อสารด้วยตัวของเราเอง ลดทักษะการใช้ภาษาและฝังความขี้เกียจให้ลึกลง. น่าเสียดาย อย่าปล่อยสมองดีๆของเราให้จมลงในความอืดอาด มันจะฝ่อลงๆ. อันตราย! ประเภทที่คิดมาก ครุ่นคิดไม่หยุด ก็เสี่ยงไม่แพ้กัน จงใช้สมองอย่างพอเพียงและให้พอเหมาะเสมอระดับวุฒิภาวะของเราเถิด.


        เรื่องที่นำมาให้อ่านข้างล่างนี้ เป็นตอนหนึ่งในบทความที่ว่าด้วยการพัฒนาจิตสำนึกแห่งตน ที่ปรากฏลงในรวมบทความของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ ชื่อ ยุโรปในมุมมองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ของศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2012 หน้า 296-300. ได้นำแง่คิดของนักปราชญ์ฝรั่งเศสชื่อ เดส์ก้าร์ต (René Descartes [เรอเน่ เดก้ารฺตฺ], 1597-1650) สรุปย่อๆมาให้พิจารณา...  

ภาพ René Descartes (1596-1650) ผลงานของ Frans Hals ในราวปี 1649-1700. ภาพมาจากคลังสะสมของดยุ๊กแห่งออร์เลอ็องส์ (Orléans) พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ให้ซื้อมาในปี 1785 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Le Louvre,อาคาร Richelieu ชั้น 2 ห้อง 27 (เครดิตภาพ : André Hatala, 1997, ปรากฏในวิกิพีเดีย, Public domain)

ข้าพเจ้าคิด ดังนั้นข้าพเจ้ามีตัวมีตน 
       ความคิดคืออะไร?  เดส์ก้าร์ตปราชญ์ฝรั่งเศสกล่าวว่า ความคิดคือทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเราและเรารู้ได้ทันทีด้วยตัวเราเอง (Principes de la philosophie, I, 9). อาจต้องเจาะจงว่า ความคิดมีความหมายเดียวกับสติปัญญาในแง่ของพฤติกรรมที่ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึกหรือความตั้งใจ เพราะความคิด คือความสำนึกของสติปัญญา (ที่ตรงข้ามกับการรับรู้ข้อมูลของประสาทสัมผัส), ก่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างเหตุผลที่เอื้ออำนวย ให้เข้าถึงเนื้อหาของความรู้หนึ่ง ด้วยการสังเคราะห์ข้อมูล อันเป็นพฤติกรรมระดับสูงกว่าการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส ด้วยการท่องจำหรือด้วยจินตนาการ. ปราชญ์ตะวันตกวิเคราะห์กันไว้ว่า โดยทั่วไป การคิดคือ การเชื่อตามที่ได้ยินโดยที่คิดว่าได้คิดแล้ว ความจริงเราเพียงให้ความเห็นหรือคล้อยตามความเห็น มากกว่าคิดจริงๆ. การมีความเห็นเหมือนบุคคลรอบข้าง เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะเราจำเป็นต้องมีบทอ้างอิง ความเห็นของส่วนรวมนั้นมีอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลาหาและก็ไม่สร้างปัญหาใดๆให้เหนื่อยใจ เพราะทุกคนเข้าใจอยู่แล้ว. ท่าทีดังกล่าวสร้างความอบอุ่นใจเหมือนมีเกราะคุ้มครอง ให้ความรู้สึกว่าตนเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง. การรู้คิดจริงๆจึงไม่เกิดกับทุกคน แต่เป็นสิ่งที่ต้องเรียนและฝึกฝน.
       การคิดเป็นกระบวนการที่ยากและสับสนสำหรับสมองและในที่สุดเป็นเรื่องน่าเบื่อ. นักคิดทั้งหลายมักมีชื่อเสียงไม่ดี เอรัสมุส (Eramus, 1469-1536 ชาวฮอลแลนด์) เคยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง สรรเสริญความบ้า (Eloge de la folie, 1511) ว่า เชิญปราชญ์มาร่วมงานเลี้ยงสักคนหนึ่งดูสิ เขาจะกลายเป็นผู้ทำลายบรรยากาศของงาน เพราะถ้าเขาไม่นั่งนิ่งเงียบเหมือนอยู่ในป่าช้า เขาก็จะพูดพล่ามยาวเหยียด... นอกจากเขาจะสร้างภาพพจน์แง่ลบแก่ตัวเขาเอง  เขายังไม่ได้สร้างภาพพจน์อันดีแก่ประเทศ แก่มิตรสหาย เพราะเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่รู้ว่าชาวบ้านทั่วไปคิดอะไร...  
       
คนเริ่มคิดเมื่อไรนั้น ทั้งโสคราติซกับเปลโตตอบว่า เมื่อคนประหลาดใจ เราประหลาดใจเมื่อไม่เข้าใจ ไม่รู้ จึงเริ่มคิดหาคำตอบ พร้อมกับตั้งคำถาม สงสัย แล้วหาความหมายให้กับสิ่งที่สร้างความประหลาดใจแก่เรา. ผู้ที่คิดมากๆเข้าและหาคำตอบได้มากกว่าผู้อื่น จึงกลายเป็นปราชญ์ เป็นผู้มีอัจฉริยภาพเหนือสามัญชน และในที่สุดให้มรดกของ “การเป็นคนรู้คิด” ไว้เป็นอนุสรณ์แก่ประเทศและแก่โลก.
        
เดส์ก้าร์ตบันทึกไว้ว่า “นานแล้วที่ข้าพเจ้าพบว่าตั้งแต่ปีแรกๆในวัยเด็ก ข้าพเจ้าได้รับข้อคิดเห็นที่ผิดๆจำนวนมาก โดยเชื่อสนิทว่านั่นเป็นความจริง. เพราะฉะนั้นหลักการที่ข้าพเจ้าวางไว้สำหรับตัวเองบนพื้นฐานของข้อมูลผิดๆที่ข้าพเจ้าเรียนรู้มานั้น ย่อมใช้ไม่ได้หรือน่าสงสัย. ข้าพเจ้าจึงมาคิดว่า หากข้าพเจ้าต้องการสร้างสรรค์อะไรที่แน่แท้มั่นคงในโลกแห่งวิทยาการ จำเป็นที่ข้าพเจ้าจะละทิ้งข้อคิดเห็นทั้งหมดทั้งสิ้นที่ข้าพเจ้าเคยรู้และเชื่อเสมอมา แล้วเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่พื้นฐาน” (จากหนังสือ René Descartes, p. 267). เขายังเจาะจงไว้ว่า เขาไม่ต้องการเป็นหนี้ความรู้ใคร. เดส์ก้าร์ต ต้องการค้นหาความจริงในโลกด้วยวิธีการคณิตศาสตร์และเรขาคณิตวิเคราะห์เท่านั้น. เขาอยากค้นหาตัวตนของเขาเอง ด้วยเหตุและผลเป็นขั้นเป็นตอนไป โดยตัดความคิดเห็นอื่นใดที่มีมาออกหมด เพราะความคิดเห็นต่างๆที่รู้มา จะบดบังความจริงมากกว่าจะช่วยให้เข้าใจความจริง. เขาต้องการหาความเห็นส่วนตัวของเขาเอง หลุดจากการพูดตามพูดซ้ำคนอื่น.
       
ก่อนหน้าเดส์ก้าร์ตไม่นาน เลโอนารโด ดาวินชี กับนิโกลัย โกเปรนิก (Nicolaj Kopernik, 1471-1543) สองนักปราชญ์ในยุโรปยุคใหม่ ผู้ค้นพบความจริงใหม่ๆ กฎเกณฑ์ใหม่ๆทางวิทยาศาสตร์ สร้างทฤษฎีความรู้ด้วยสติปัญญา จากความคิดตรึกตรองจากเหตุปัจจัย จากการทดลอง ไม่ใช่จากความเชื่อหรือจากคำบอกเล่า. เป็นที่น่าสังเกตว่า ในยุคศตวรรษที่ 17 เดียวกันนั้น นักปราชญ์ยุโรปเกือบทุกคน ให้ความสนใจคณิตศาสตร์และใช้แนวคณิตศาสตร์ ค้นหาเทคนิคและวิทยาการใหม่ๆ. คณิตศาสตร์เท่านั้น ที่เป็นเครื่องมือสำรวจจักรวาล สำรวจโลกมนุษย์โดยไม่ทำให้สับสน ทั้งนี้เพราะคำแต่ละคำที่เราใช้กัน เพียบด้วยความหมายที่เป็นมรดกจากวัฒนธรรมและจากประวัติศาสตร์. คำทั้งหลายจึงเป็นตัวจำกัดความคิดอ่านของเราโดยเราไม่รู้ตัว. แต่ตัวเลขไม่มีเนื้อหานัยแทรก ที่จะมีอิทธิพลต่อความคิดตัวเลขจึงเป็นตัวกลาง เป็นสื่อที่บริสุทธิ์กว่าและอาจใช้เป็นภาษา, เป็นทุ่นในการค้นหาความจริงได้ดีกว่า. ภาษาคณิตศาสตร์ ไม่มีความกำกวมใดๆ. หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสอง ไม่มีคำตอบอื่น. เราเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า ภาษาคณิตศาสตร์ไม่มีนัยวัฒนธรรมอื่นแทรกซ้อนที่สร้างความสับสนได้ เพราะไม่ว่าเราจะเขียนจำนวนด้วยตัวเลขอาราบิค 1, 2, 3 ฯลฯ หรือตัวเลขไทย ๑, ๒, ๓ หรือตัวเลขโรมัน I, II, III, ความหมายคงที่เสมอ จึงเป็นภาษากลางที่ชนทุกชาติทุกภาษาสื่อถึงกันได้ทันที.
       เดส์ก้าร์ต จึงใช้วิธีการของคณิตศาสตร์และอภิปรายตามแนวของปรัชญา เพื่อหาความรู้ตั้งแต่ศูนย์ขึ้นไป ตัดความรู้ต่างๆที่เขาเรียนมาจากโรงเรียนทิ้งหมดสิ้น. เขาเริ่มจากตัวเองก่อนว่า เขาเป็นใคร คืออะไร มีตัวตนไหมและมีอะไรเป็นต้น. เขาเริ่มหาความจริงของเขาทีละอย่างทีละขั้นๆ เมื่อได้คำตอบก็ก้าวต่อไปอีกขั้นหนึ่ง โยงเกี่ยวกันเป็นลูกโซ่ที่มั่นคงและไม่หลุดสลายลง, ด้วยวิธีการแบบนี้ เขาสร้างตัวเขาเองใหม่ บุคลิกใหม่ ให้ความหมายใหม่แก่คำว่า ผม(ข้าพเจ้า) เป็น “ข้าพเจ้า” ที่ไม่เหมือนใครเลย. เขาเนรมิต “ตัวผม” ที่รู้คิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อเขาอุทานออกมาว่า“ ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมีตัวตน”  (Je pense donc je suis. หรือในภาษาอังกฤษว่า I think,  therefore I am. สำนวนละตินที่จดจำกันในหมู่ชาวยุโรปคือ Cogito, ergo sum.) เป็นเสียงแห่งความมั่นใจ เป็นเสียงของความสุขที่ได้ค้นพบตัวเอง ลากตัวเองออกจากความมืดอันเวิ้งว้างสู่แสงสว่าง.
       
แต่ยุคนั้นการเป็นคนรู้คิดเป็นภัยต่อสังคม ต่อระบบสมบูรณาญาสิทธิราชและต่อศาสนา. เดส์ก้าร์ต ต้องลี้ภัยออกจากประเทศฝรั่งเศสไปสวีเดน ไปให้ไกลจากอิทธิพลแวดล้อมที่ส่งผลต่อการค้นหาความจริงของเขา ตอนนั้นเขามีอายุ 23 ปี. งานเขียนของเขา (Les Méditations) พิมพ์เผยแพร่ออกมาในปี 1637 เท่านั้นเมื่อเขาอายุ 41 ปี. ในยุคเดียวกันนั้น กาลิเลโอ พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกกลม มีแรงศูนย์ถ่วงฯลฯ และถูกคริสต์ศาสนาประณามว่าเป็นคนสติฟั่นเฟือน (ปี 1633). กาลิเลโอตกอับและอยู่ในความลำบากยากแค้นตลอดยี่สิบปีสุดท้ายของชีวิต.
       ปัจจุบันสังคมตะวันตก ค้ำจุนและปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการคิด เหมือนหรือต่างจากคนอื่น หรือผิดแปลกจากระบบสังคม จากระบบศาสนาหรือค่านิยมของสถาบันใด. แต่ในศตวรรษที่17นั้น อาจมีโทษถึงตาย. ชาวฝรั่งเศสต้องคอยการปฏิวัติฝรั่งเศส(ปี 1789) เพื่อการมีเสรีภาพในการคิดและการมีความเห็นของตนเอง ตามบัญญัติที่ระบุไว้ในประกาศสิทธิมานุษยชนและสิทธิของประชาชนบทหนึ่งที่ว่า ไม่มีใครต้องหวาดกังวลเกี่ยวกับความคิดเห็นของตนเอง. กฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการคิด ในการมีความเห็นของประชาชนแต่ละคน. เสรีภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกประเทศ.

        ในที่สุด ชาวฝรั่งเศสเรียนรู้อะไรจากงานเขียนของ เดส์ก้าร์ต พอจะสรุปได้ว่า เขาแนะให้สงสัยไว้ก่อนว่า ข้อมูลเอกสารทั้งหมด มาจากขนบหรือธรรมเนียมที่คนอื่นวางไว้และที่ตกทอดมา เพราะฉะนั้นไม่อาจนำมาเป็นความจริงแท้แน่นอนได้ เพื่อให้ได้ความจริงหรือความรู้ที่แท้จริง ต้องคิดดังนี้
1) แบ่งปัญหาที่เผชิญออกเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเล็กๆลงไปให้มากที่สุด ให้เป็นคำถามเล็กๆโดยที่แต่ละคำถามมีหนึ่งปัญหาเล็กปัญหาเดียว เช่นนี้สติปัญญาจะแก้ปัญหาทีละปัญหาไป อันเป็นสิ่งง่ายกว่า.   
วิธีการนี้ดูจะได้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะในวงการวิทยาศาสตร์ ที่ยังคงใช้วิธีนี้แก้ปัญหาเสมอมาจนถึงปัจจุบัน.
2)
ให้พินิจพิจารณาข้อมูลที่ได้ยินได้ฟังมาด้วยความละเอียดถี่ถ้วน ว่าทุกส่วนมีเหตุมีผลต่อเนื่องกันอย่างแท้จริงหรือไม่ และเพื่อวัดความถูกต้องของข้อความ ต้องเปิดโอกาสรับรู้และเข้าใจข้อมูลกว้างออกไป ซึ่งเป็นการตรวจสอบความถูกต้องหรือความเป็นไปได้หรือไม่ ของข้อมูลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมกับให้โอกาสเปรียบเทียบและพิสูจน์ข้อมูลว่าจริงหรือไม่จริง.
      
วิธีการของเดส์ก้าร์ต เป็นหลักสำคัญในการเรียนรู้ความจริงแบบวิทยาศาสตร์ ก่อให้เกิดความเข้าใจถ่องแท้เกี่ยวกับปรัชญาว่าน่าเชื่อมากน้อยเพียงใด. ด้วยวิธีการนี้ปราชญ์รุ่นต่อๆมา ค้นพบจุดบกพร่องต่างๆในปรัชญาตะวันตก. เดส์ก้าร์ต จึงเป็นผู้เปิดทางของการคิดแก่โลก. 
        แต่เมื่อฝึกคิดตามนี้จนเป็นนิสัยแล้ว ก็ยากจะหยุดอยู่ที่การเรียนรู้เท่านั้น. นิสัยแบบนี้แทรกเข้าในชีวิตสังคมด้วย ทำให้สงสัยคำพูดของทุกคนไว้ก่อนว่าไม่จริง หรือเห็นว่าการสนทนาเป็นเพียงมารยาทสังคมที่ไร้ความหมายที่แท้จริง. หากคิดเช่นนี้ย่อมทำลายความสงบในสังคม กระทบกระเทือนไปหมดทุกฝ่าย เพราะเกิดอคติล่วงหน้าไว้แล้วว่า คนเราพูดเพื่อพูดเท่านั้น. เพราะฉะนั้นการนำลัทธิ เดส์ก้าร์ต ไปใช้ในสังคมจึงมีภัย ซึ่งปราชญ์เองรู้ตระหนักถึงข้อนี้และได้เตือนไว้. ในทำนองเดียวกัน ก็ทำให้นึกต่อไปถึงบทบาทของภาษาในสังคม ดังที่รู้กันแล้วว่าภาษามีหลายระดับที่อาจให้นัยความหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแม้จะสื่อเนื้อหาเดียวกัน. อย่างไรก็ดี เดส์ก้าร์ต เป็นผู้เริ่มปูทางปรัชญาแนวใหม่ ด้วยการชี้ให้เห็นว่า ต้องระวังความหมายซ้อนๆที่ติดมาจากวัฒนธรรมของคำแต่ละคำ, อย่ารับมันมาเต็มร้อยโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน.
       
เดส์ก้าร์ต พิมพ์งานเขียนของเขาเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็ผิดธรรมเนียมในศตวรรษที่ 17 ที่หนังสือความรู้ วิทยาการหรือปรัชญาเขียนเป็นภาษาละติน. เขายืนยันความเป็นคนฝรั่งเศส เน้นความสำคัญของการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกับชาวฝรั่งเศส, ให้ชาวฝรั่งเศสทุกคนเป็นผู้อ่าน, เป็นผู้ตัดสินงานเขียนของเขา, ไม่ใช่กลุ่มปัญญาชนกลุ่มน้อยในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันศาสนาที่ใช้ภาษาละติน. เมื่องานเขียนของเขาพิมพ์ออกสู่สังคม 18 ปีต่อมา (1637), ปัญญาชนยุโรปตื่นตัว ต่างเริ่มจับ “ความคิด” มาเป็นหัวข้อศึกษาทางปรัชญา. ยุโรปตอนนั้นพูดภาษาฝรั่งเศส คำกล่าวของเดส์ก้าร์ต ที่ว่า “ ข้าพเจ้าคิด ข้าพเจ้าจึงมีตัวตน” ฝังอยู่ในจิตสำนึกของชาวยุโรปตั้งแต่นั้นมา, เป็นแนวศึกษาใหม่ที่เรียกว่า  การเตเซียนิสซึม (cartésianisme) ที่สอนในสถาบันการศึกษาตั้งแต่ปี 1662 ที่เมืองลูแว็ง (Louvain ประเทศเบลเยียม), ที่มหาวิทยาลัยซอรบอนน์ (Sorbonne) ในปี 1669 และปี 1672, และเป็นหนึ่งในหนังสือต้องอ่านในระบบการศึกษาฝรั่งเศสตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20. ฝรั่งเศสดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวที่บังคับสอบวิชาปรัชญาในประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย. ระบบการศึกษาฝรั่งเศส จึงยังคงให้ความสำคัญแก่การรู้จักคิด. ชื่อเดส์ก้าร์ต ใช้เรียกมหาวิทยาลัยปารีสที่ห้า (Université René Descartes). ปรัชญาของ เดส์ก้าร์ต วางเทคนิคการคิดเพราะผู้รู้คิดคือผู้ค้นพบตัวเอง, สืบทอดการหาความรู้และความจริงด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ที่เลโอนารโดและโกเปรนิกเป็นผู้บุกเบิกกรุยทางไว้.

       เดี๋ยวนี้ทุกคน ทุกมุมโลก กินอยู่(เกือบ)แบบเดียวกัน ใช้สินค้าแบบเดียวกัน แต่งตัวเหมือนๆกัน และแน่นอนอีกไม่นานอาจจะพูดภาษาเดียวกัน แม้กระนั้นเกือบทุกคนเชื่อมั่นว่าตัวเองคิดเป็นและคิดต่าง...

โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ บันทึกเพื่อนำลงเผยแพร่ในบล็อก
เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๗.


Monday, 8 April 2019

Bathe&Drink

อาบและดื่มน้ำเพื่อยืดชีวิต
เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลที่มีน้ำเป็นปัจจัยหลัก ทำไมน้ำ?
น้ำคือชีวิต แทรกอยู่ในสรรพชีวิตตั้งแต่แบ็คทีเรียถึงการคงอยู่ของโลก. น้ำในพิธีกรรมทั้งหลาย รวมถึงในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี ๒๕๖๒ นี้ ทั้งหมดเกี่ยวกับความอยู่รอดธรรมดาๆที่ปรากฏจารึกไว้ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตในทุกอารยธรรม. นำตัวอย่างจากวิถีชีวิตชาวตะวันตกมาให้ดูอีกครั้งหนึ่ง ติดตามไปดูคำอธิบายประกอบภาพต่างๆข้างล่างนี้ 

   ชาวฮินดูเชื่อตามพระเวทว่า นํ้ามีวิญญาณ มีเทพประจำอยู่. การอาบนํ้าจึงเป็นพิธีศาสนาอย่างหนึ่ง เป็นวิธีปรับสมดุลระหว่างร่างกายจิตใจและวิญญาณ และยังเป็นวิธีสื่อสารกับเทพพิภพ. นํ้าเป็นตัวเชื่อมระหว่างคนกับจักรวาล “prana-ปราณ” ที่มีในนํ้า(คืออะตอมก๊าซออกซิเจนในนํ้านั่นเอง) สามารถเปลี่ยนและแปรเป็นพลังงานที่เสริมสร้างพละกําลังแก่ร่างกาย.
     ชาวอีจิปต์โบราณถือว่านํ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีการสร้างวัดเพื่อให้เป็นที่อาบแช่ของเหล่าพระนักบวช. พระเหล่านั้นยังดื่มนํ้าที่มีเกลือแร่เจือปนในปริมาณสูงมาก. การใช้ระบบวารีบำบัดเป็นไปอย่างจริงจังนานมาแล้วในอีจิปต์โบราณและเห็นผลอย่างแท้จริง.
       ส่วนการอาบนํ้าทะเลเป็นพฤติกรรมที่มีมาก่อนแล้วในหมู่ชาวซูเมเรียนและชาวบาบีโลเนียน. ส่วนในหมู่ชาวกรีก นายแพทย์ฮิปโปเครติซ (Hippocrates, มีชีวิตอยู่ถึงราวปี 430 BC.) แนะนำให้อาบนํ้าเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาสุขภาพและใช้ทฤษฎีวารีบำบัดช่วยรักษาโรคบางชนิด. ต่อมากลาดิอุซกาเลนุซ (Claudius Galenus, แพทย์ลูกครึ่งกรีกโรมันผู้มีชีวิตอยู่ในราวปี 131-201 BC.) รับช่วงและพัฒนาความคิดของฮิปโปเครติซที่เกี่ยวกับวารีบำบัด. การอาบนํ้ามีความสำคัญยิ่งในสังคมโรมัน เพราะสุขภาพความสมบูรณ์ของร่างกายกับพลังแห่งคุณธรรมในจิตใจเป็นสองสิ่งที่แยกกันไม่ได้.
       ในโลกชาวอาหรับสถานอาบนํ้าเติร์ก (ฮัมมัม-hammam หรือที่ต่อมาเรียกกันว่า Turkish Bath) มีเป็นจำนวนมากแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา แต่ขาดคติลึกซึ้งแบบกรีกและโรมัน จึงเหลือเพียงชื่อเสียงในแง่ของการอาบอบนวดมากกว่า.
      ปลายศตวรรษที่ 18 มีสถานอาบนํ้าแร่แพร่หลายทั่วไปในยุโรป(โดยเฉพาะตอนเหนือ)และในสหรัฐอเมริกา. ที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ มหาวิทยาลัยวารีบำบัดที่เมืองกราเฟินแบร์ก (Grafenberg ในหุบเขาประเทศเชคโกสโลวาเกีย) ที่เกษตรกรคนหนึ่งชื่อ Vincent Preissnitz [วินเซ็นตฺ ไพรซฺนิตสึ] (ชาวซีเลเซีย-Slaska ในภาษาโปแลนด์ ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศโปแลนด์) เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น. เขาเป็นคนแรก(ในโลกตะวันตก) ที่ประกาศทฤษฎีธรรมชาติบำบัดในการรักษาสุขภาพ. นั่นคือใช้สรรพคุณของธาตุสี่อันมีดิน นํ้า อากาศและแสงแดด เป็นเครื่องมือสำคัญ นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ไปพักรักษาตัวที่นั่น รับประทานอาหารแบบง่ายๆ อาจเป็นอาหารมังสวิรัติ.

* * * * *

    ชาวโรมันมีชื่อเสียงในเรื่องอาบและแช่น้ำแร่. ภายในคาบสมุทรอิตาลีเอง วิลลาส่วนตัวในสมัยโรมัน มีอาคารสรงน้ำรวมอยู่ด้วยเสมอ. สถานอาบน้ำสาธารณะก็มีมากที่ประชาราษฎร์ไปใช้ได้ เสียค่าใช้บริการไม่แพง. สถาปัตยกรรมสถานอาบน้ำ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง แห่งที่สมบูรณ์แบบที่สุดรวมห้องอาบน้ำเย็น, ห้องน้ำร้อน, ห้องพักระหว่างห้องน้ำเย็นกับห้องน้ำร้อนที่ปรับอุณหภูมิอุ่นพอเหมาะเพื่อเตรียมร่างกายจากอุณหภูมิรุนแรงเย็นสุดสู่อุณหภูมิร้อนสุด, ภายในห้องนี้ยังอาจมีบริการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับการอาบน้ำโดยตรง เช่นอาหาร ไวน์ การบริหารร่างกาย หรือการบริการเฉพาะ ที่แต่ละคนต้องการอย่างเจาะจง. เนื่องจากทุกคนไปพบกันที่สถานอาบน้ำ ทำให้กลายเป็นศูนย์กิจกรรมสังคมประจำวันไปด้วยโดยปริยาย. สถานอาบน้ำสาธารณะ บางทีแบ่งวันใช้หรือแบ่งเวลาการไปใช้ สำหรับผู้ชายและผู้หญิงแยกกัน แต่บางแห่งก็เปิดให้ใช้ร่วมกันทุกวันทุกเวลา. 
ภาพจิตรกรรมฝีมือของอูแบร์ โรแบร์ (Hubert Robert 1733-1808 ชาวฝรั่งเศส) เสนอภาพจินตนาการเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมโบราณขนาดใหญ่ที่เคยใช้เป็นที่อาบน้ำสาธารณะ.
   โบราณสถานจากยุคโรมันเป็นหลักฐานยืนยันว่าที่ใดที่จักรวรรดิโรมันแผ่อำนาจไปถึง โดยเฉพาะณตำแหน่งที่มีตาน้ำลึกๆและที่น้ำมีเกลือแร่เจือปนมาก เช่นบนเกาะอังกฤษที่เมืองบาธ (Bath) ที่นั่นชาวโรมันสร้างสถานอาบน้ำและยิมเนเซียม วัด โรงละคร.
ภาพแสดงส่วนหนึ่งของสถานสรงน้ำโรมันที่สร้างขึ้นในราว 1AD.
นักโบราณคดีขุดค้นพบซากสถานสรงน้ำที่เมืองบาธ (Bath) ประเทศอังกฤษในปี 1755 และได้บูรณะขึ้นอย่างสมบูรณ์ที่สุด. เปิดให้เข้าชมได้เกือบทั้งบริเวณที่รวมทั้งห้องน้ำเย็น ห้องน้ำร้อน ห้องอุ่น ห้องออกกำลังกายเป็นต้น ภาพนี้จาก www.visitbath.co.uk เป็นภาพลิขสิทธิ์ของ Bath Tourism Plus ปรากฏในเว็ปไซต์นี้.


บริเวณระเบียงรอบสระน้ำแร่ มองจากด้านนอก
เช่นนี้ทำให้เมืองบาธกลายเป็นเมืองรีสอร์ทที่มีน้ำพุร้อนแห่งแรกของอังกฤษ. จากการศึกษาค้นคว้าของนักโบราณคดี เราได้ข้อมูลน่าสนใจทั้งด้านวัฒนธรรม สังคม สถาปัตยกรรมและด้านธรณีวิทยา. เมื่อวิเคราะห์จากองค์ประกอบเกลือแร่ของน้ำพุร้อนที่นั่น ทำให้รู้ว่าน้ำพุร้อนนี้ไหลผ่านชั้นดินและหินมาหลายชนิดมาก และเป็นน้ำฝนที่ตกลงบนที่ราบแถบลุ่มแม่น้ำเอเวิน(River Avon) เมื่อหมื่นปีก่อน(!) น้ำนี้ไหลซึมลงใต้พื้นโลกผ่านชั้นดินชั้นหินต่างๆตลอดความลึกประมาณ 2700-4300 เมตร จึงร้อนขึ้นๆตามธรรมชาติเมื่อเข้าใกล้ใจกลางโลก ทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงระหว่าง 64-96 องศาเซนติเกรด. น้ำนี้พยายามหาทางออกโดยแทรกซึมไปตามเนื้อดินและหิน จนพบทางออกที่เมืองบาธนี้. มีฟองอากาศผุดปุดๆตามออกมาด้วยตลอดเวลาจนทุกวันนี้.
น้ำพุร้อนที่พุ่งออกมาเฉลี่ยประมาณ13 ลิตรต่อวินาที หรือ 1,106,400 ลิตร(ประมาณสองแสนห้าหมื่นแกลลอน)ต่อวัน. อุณหภูมิน้ำโดยเฉลี่ยราว 46 องศาเซนติเกรด. น้ำนี้ประกอบด้วยแร่ธาตุทั้งหมด 43 ชนิด มีคัลเซียม, กำมะถัน, โซเดียมและคลอไรด์ในอัตราส่วนสูง. เป็นน้ำที่ไม่มีสีแต่เมื่อไปยืนดูน้ำที่นั่น เห็นออกสีเขียวๆเพราะการสะท้อนของแสงและเพราะมีตะไคร่น้ำจับในสระ. น้ำนั้นไม่ละลายโลหะแต่ทำให้เกิดคราบสีส้มๆจับบนเหล็ก. วงการแพทย์ยืนยันว่าดื่มได้ไม่เป็นพิษเป็นภัย. 
สรรพคุณของน้ำเมืองบาธเริ่มเป็นที่ยอมรับกันตั้งแต่ปี1562 เมื่อนายแพทย์ William  Turner เขียนหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับแหล่งน้ำแร่ในยุโรปและกระตุ้นชาวอังกฤษที่มีปัญหาสุขภาพให้เดินทางไปพักรักษาตัวที่เมืองบาธ. 
Queen Anne of Denmark พระราชินีในพระเจ้าเจมส์ที่หนึ่ง ได้เสด็จไปสองครั้งและทำให้เมืองบาธกลายเป็นเมืองยอดนิยมทันที เพราะเมื่อเจ้านายเสด็จไปไหน ชนชั้นสูงย่อมต้องตามไป.
ภาพของ Thomas Johnson (1675, The King’s Bath and the Queen’s Bath, ที่เมือง Bath, England) แสดงให้เห็นว่าการลงอาบน้ำแร่นั้น มีชาวบ้าน ชาวเมืองมาดูมุงดูกันบนระเบียง เหมือนดูมหรสพอย่างหนึ่ง. อาคารสูงทางขวาของภาพถูกรื้อในปี1704-6 และเปลี่ยนเป็นอาคารห้องโถงใหญ่ สำหรับเป็นที่พักและดื่มน้ำแร่ ก่อนเดินลงสู่ระดับล่างไปที่ Pump Room เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและลงไปแช่ในน้ำ.
อาคารดื่มน้ำ มองจากด้านนอก
ห้องโถงที่บริการน้ำแร่ ภาพในสมัยศตวรรษที่ 16-17
ตาน้ำแร่ที่ต่อท่อขึ้นมาจากแหล่งน้ำใต้พื้น The King's spring ในห้องโถงใหญ่
น้ำแร่ที่นั่น กลิ่นและรสแร่แรง (ต้องเสียเงินซื้อ ภาพปัจจุบัน)
ห้องโถงนี้ ปัจจุบันเป็นภัตตาคาร มีวงดนตรีบรรเลงตามค่านิยมในสมัยก่อน

* * * * *
    นอกจากสถานอาบน้ำร้อนสาธารณะ ในศตวรรษที่13 ยังเริ่มจัดระบบห้องอาบน้ำส่วนตัวตามคฤหาสน์ใหญ่ๆของเหล่าเจ้านายชั้นสูง ในแง่นี้น้ำกลายเป็นสัญลักษณะบอกระดับชนชั้น เป็นเครื่องหมายของคนรวย. สำหรับชนชั้นสูงการมีน้ำใช้ มีน้ำร้อนอาบในคฤหาสน์ส่วนตัว เป็นโอกาสให้จัดงานเลี้ยงเชิญชวนเจ้านายด้วยกันมาร่วมอาบน้ำ กินและดื่ม. ในยุคนั้นการอาบน้ำเป็นความสำราญ เป็นการเล่นอย่างหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับการทำความสะอาดร่างกายโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่เสริมสร้างหน้าตาของเจ้าของบ้าน. ห้องที่ใช้เป็นที่อาบน้ำจึงกว้างใหญ่โอ่โถงเพราะเป็นห้องรับแขกด้วย. เจ้านายทั้งหลายก็พอใจในการแช่ตัวในน้ำอุ่นๆเป็นเวลานานๆ กิน ดื่มและรับแขกไปด้วยพร้อมกัน. อ่างน้ำของใครเดินทางติดตามเจ้าของไปด้วยทุกแห่งหน เช่นเมื่อราชสำนักย้ายที่ประทับพักแรมในฤดูต่างๆเป็นต้น. ต่อมาในศตวรรษที่ 16-17 ราคาน้ำใช้สูงขึ้นมาก. การอาบการแช่น้ำยุติลงเพราะความกลัวกาฬโรคด้วย. อ่างน้ำส่วนตัวของเจ้านายก็ถูกนำไปใช้ปลูกต้นไม้ดอกและกลายเป็นสิ่งแปลกหูแปลกตาเหมือนสมบัติพิสดารที่คนมุงดูกัน.
ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของพรมทอผืนใหญ่ แสดงให้เห็นการอาบน้ำของสตรีสูงศักดิ์ ที่มีผู้คอยอำนวยความสะดวก เช่นนำกล่องมาเก็บเครื่องประดับที่สตรีผู้สูงศักดิ์ถอดออกก่อนจะก้าวลงในอ่าง. อีกผู้หนึ่งถือถาดผลไม้หรือขนมหวานพร้อมบริการ รวมทั้งมีนักดนตรีประจำราชสำนักมาขับกล่อมให้รื่นเริงใจด้วย. อ่างน้ำในสมัยแรกๆนั้น เป็นอ่างสี่เหลี่ยมไม่ลึก อาจตัดจากหินก้อนใหญ่ จำหลักด้านนอกอย่างงดงาม. ฉากอาบน้ำนี้เกิดขึ้นในธรรมชาติแวดล้อมที่มีต้นไม้ดอกนานาพันธุ์ บอกให้รู้ว่าอากาศอบอุ่นขึ้นมากแล้ว.

* * * * *

ภาพ Der Jungbrunnen (น้ำพุแห่งอายุวัฒนะ หรือ Fountain of Youth)  ผลงานปี 1546 ของลูกัซ ครานาฆ ผู้ลูก, Lucas Cranach the younger, 1515-1586 ชาวเยอรมัน). ในภาพนี้ มีน้ำพุอยู่ในสระ สายน้ำสี่สาย ทำให้นึกไปถึงแม่น้ำสี่สายในสวรรค์ที่ไหลลงหล่อเลี้ยงแผ่นดินโลก หรือนึกถึงน้ำพุวิเศษซึ่งหากผู้ใดได้ดื่ม เหมือนได้ชุบชีวิตใหม่ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่ในวัยเยาว์ชั่วนิรันดร์. หญิงชราคนหนึ่งนั่งอยู่ขอบสระด้านซ้าย อีกคนหนึ่งลงไปอยู่ในสระ มาจูงให้ลงน้ำ. คนนี้มีร่างอิ่มอวบเพราะได้ลงแช่ในน้ำแล้ว จึงเกลี้ยกล่อมให้หญิงชราลงแช่บ้างเพื่อฟื้นฟูวัย. ด้านซ้ายนี้ยังมีคนป่วย คนเจ็บที่ถูกแบกถูกหามมาหรือนั่งรถม้ามาเพื่อแช่น้ำวิเศษในสระน้ำนี้.  ด้านขวาผู้หญิงที่เดินขึ้นจากสระเป็นสาวสวยร่างงาม เหมือนธรรมชาติในฤดูใบไม้ผลิที่มีดอกไม้ใบไม้ใหม่ๆผลิงามสะพรั่ง. ในด้านขวานี้ ผู้คนทั้งหญิงและชายกำลังสนุกสนานหลังจากขึ้นจากน้ำแล้ว บางคนเต้นรำ หรือกำลังทานอาหารฉลองกัน  แต่ละคนดูสดสวย. ไกลออกไปที่ขอบฟ้า มีหมู่สถาปัตยกรรมบอกที่ตั้งของเมืองของปราสาท พวกเขาเหล่านี้เดินทางมาไกลเพื่อมาหาแหล่งน้ำแห่งอายุวัฒนะนี้ และก็พอใจที่ได้ชุบชีวิตใหม่เป็นหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีและแข็งแรง. จิตรกรได้ให้รายละเอียดต่างๆที่เป็นความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับโลกทัศน์ของชาวตะวันตกในยุคศตวรรษที่16 ครึ่งหลังของศตวรรษเดียวกันนี้ ไม่ปรากฏการลงอาบน้ำหมู่อีก ภาพนี้อยู่ที่หอศิลป์ (Gemäldegalerie) กรุงแบร์ลิน เยอรมนี.
   ในภาพนี้ ทั้งชายและหญิง แก่ หนุ่ม สาวหรือเด็กปะปนรวมอยู่ในสระน้ำด้วยกันอย่างเปิดเผย เป็นไปอย่างธรรมชาติ. เมื่อขึ้นจากสระ ทุกคนดูเบิกบานมีความสุข มีชีวิตชีวา แข็งแรงสมบูรณ์เหมือนเมื่อแรกที่อาดัมกับอีฟถูกเนรมิตขึ้น. ทั้งคู่เปลือยกาย ไม่มีความรู้สึกละอายใดๆ จนเมื่ออีฟได้ชิมผลไม้จากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว เกิดขวยเขินและนำใบไม้มาปกปิดอวัยวะเพศ. เช่นเดียวกับอุดมการณ์ในศิลปะกรีกที่เสนอรูปปั้นของเหล่าทวยเทพเปลือยทั้งหมด ทำให้มองได้ว่าความงามของร่างกายที่พระเจ้าสร้างขึ้นมานั้นสมบูรณ์สมสัดส่วนเพียงใด ได้สัมผัสภาพลักษณ์ของพระเจ้า(คัมภีร์บอกว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ให้เหมือนพระองค์) มนุษย์จึงชื่นชมบารมีของพระเจ้ายิ่งขึ้นอีก ด้วยการผูกพันกับคน(ร่างงามๆ). เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นอ่อนแอ จึงขาดสติได้ง่ายและตกหลุมพรางของสิ่งที่ตาเห็นโดยมิได้มองลึกถึงแก่นแท้ของสิ่งที่เห็น. ความหลงใหลในกามสุขจึงทวีพัฒนาในหมู่คน จนกลายเป็นความสุขเดียวที่คนใฝ่หา. องค์การศาสนาสั่งห้ามการอาบน้ำตั้งแต่ศตวรรษที่15 ทั้งนี้มีส่วนเกี่ยวกับความเข้าใจผิดๆในยุคนั้นว่า น้ำเป็นพาหะนำเชื้อโรค(เช่นกาฬโรคที่ระบาดในโลกตั้งแต่ยุคโบราณมา), น้ำทำให้คนอ่อนปวกเปียก, น้ำแทรกซึมเข้าทางอวัยวะเพศ จนอาจทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้เป็นต้น. ในศตวรรษที่19 เท่านั้นที่เริ่มส่งเสริมการอาบน้ำเพื่อสุขอนามัยอย่างแท้จริง.
ปรากฏการณ์น้ำพุวิเศษยังคงมีอย่างต่อเนื่องในโลกปัจจุบันเช่นที่เมือง Lourdes ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจนบัดนี้ มีผู้เดินทางไปสัมผัสน้ำที่นั่นแต่ละปีเป็นล้านๆคน. ข้าพเจ้าได้เดินทางไปสังเกตการณ์ ไปสัมผัสน้ำวิเศษในถ้ำที่นั่น พร้อมฝูงคนจำนวนมาก ทั้งคนเจ็บคนป่วย คนทุพพลภาพ. มีรถไฟขบวนพิเศษจัดเพื่อการจาริกไปที่เมือง Lourdes โดยเฉพาะในเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการฉลองการมาปรากฏตัวของพระแม่มารีที่นั่นเบื้องหน้าเด็กสาวชาวบ้านชื่อ แบร์นาแด๊ต (Bernadette). ดูคลิปนี้ >>
https://www.youtube.com/watch?v=6sOm9ISXAgk  (50:41 นาที คลิปปี 2017).
เห็นชัดเจนว่า โบสถ์และเมืองได้ขยายและพัฒนาทันสมัยมาก มีสวนและประติมากรรมประดับไปทั่วบริเวณ แสดงให้เข้าใจว่าเมืองเจริญร่ำรวยขึ้นอย่างยิ่ง มีที่พักโรงแรมร้อยกว่าแห่งและเครือข่ายบริการผู้ไปเยือนทุกแบบ. แผ่นหินอ่อนจารึกชื่อผู้ป่วยที่หายป่วยแสดงความสำนึกรู้คุณ (เรียกกันว่า Ex-Voto) ปิดเต็มผนังกำแพงส่วนหนึ่งของโบสถ์. Lourdes กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงศาสนาอันดับหนึ่งในโลก.
นัยของภาพจิตรกรรมข้างบนนี้ โยงไปถึงขนบพื้นบ้านในตะวันออกไกลที่ญี่ปุ่น ขนบการอาบน้ำแช่น้ำในออนเซ็ง (Onsen 温泉 หรือ Japanese hot spring). 
ท้ายที่สุด คือเรื่องเดียวกัน…
น้ำชำระชะล้าง หล่อเลี้ยง บรรเทาและฟื้นฟูชีวิต.

* * * * *

สองภาพนี้ จากเมือง Evian [เอวีอ็อง]
เอวีอ็องเป็นชื่อเมืองที่มีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส ที่รวมสถานสปาบริการด้วยวารีบำบัด ทั้งอาบและดื่มในการควบคุมของแพทย์อย่างครบวงจร. 
อาคารที่ตั้งที่เป็นศูนย์ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแหล่งน้ำ Evian ภายในมีเอกสาร แผ่นภาพ วีดีโอ แผนภูมิทุกแบบที่อธิบายต้นกำเนิด ต้นน้ำที่ค้นพบรวมทั้งข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับน้ำในร่างกายคนและสุขอนามัยที่ดี โดยมีน้ำเป็นตัวช่วยสำคัญ.
แผนภูมิอธิบายความสำคัญของน้ำ คุณภาพน้ำเอวีอ็องเมื่อเทียบกับน้ำอื่นๆ
ดังรายละเอียดในภาพข้างล่างนี้
ระบุชัดเจนในคอลัมน์แรกซ้ายมือเกี่ยวกับน้ำเอวีอ็อง(จากบนลงลาง)ว่า ๑. เกิดจากใต้บาดาล ๒. มีองค์ประกอบคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ๓. มีต้นน้ำจากแหล่งเดียว  ไม่มีน้ำจากที่อื่นไหลมาผสมปนกัน ๔. บริสุทธิ์ตามธรรมชาติ(โดยไม่ผ่านกระบวนการบำบัดน้ำใดๆทั้งสิ้น) ๕. ส่งผล(ดี)ต่อสุขภาพ.
แผนภูมิแบบหนึ่งที่อธิบายปริมาณของน้ำในร่างกายคน เจาะจงแจกแจงปริมาณของน้ำในอวัยวะต่างๆ เช่นในเลือด มีน้ำปนถึง 85%, ในระบบกล้ามเนื้อของคนที่มีถึง 600 ชุด มีน้ำปนอยู่ 80%, ในหัวใจคนมีน้ำ 79% (ภาษาไทยเรามีคำที่ชัดเจนเพียบด้วยความหมายว่า น้ำใจ), ในสมองมีน้ำ 77%.
ภายในอาคารที่เห็นข้างบน ที่ตั้งของตาน้ำ เรียกว่า Source Cachat - ซูร์ส กาชา. เคยเป็นที่บรรจุทำน้ำขวดเอวีอ็อง ออกตลาดขายในนามว่า Evian ที่เมือง Evian-les-Bains [เอวีอ็อง-เล-แบ็ง](ชื่อเต็มของเมือง แต่เรียกกันสั้นๆว่า Evian)
ข้างๆกันเปิดเป็นก๊อกน้ำแร่ที่ชาวเมือง(หรือใครก็ได้) สามารถไปรองน้ำเอาไปใช้เอาไปดื่ม เป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์จากต้นตอส่งมาถึงตรงนั้น เย็นสดชื่นทีเดียว. ทุกวันทุกเวลา มีผู้คนนำภาชนะมารองบรรจุน้ำไป เอาไปเท่าไรก็ไม่มีใครว่ากัน. น้ำนั้นถือเป็นสมบัติของสาธารณชน ในภาพคนยืนเข้าคิวไปรองน้ำที่ก๊อก. ข้าพเจ้าก็ไปรองน้ำใส่ขวดทุกวันที่อยู่ที่นั่น ไม่ต้องเสียเงินซื้อ. 
น้ำ Evian ที่ขายในโลก มีลิขสิทธิ์กำกับว่าต้องเป็นน้ำที่บรรจุขวดของ Evian เองและต้องบรรจุลงขวดที่เมือง Evian เท่านั้น. 
การเคลื่อนย้ายน้ำ มีความเสี่ยงในการทำลายคุณภาพน้ำ. กว่าจะมาถึงเมืองไทย ถูกเก็บอีกนานเท่าไรในอุณหภูมิร้อนๆของบ้านเรา ขวดที่เราซื้อส่งมาจากฝรั่งเศสมานานแล้วไม่ต่ำกว่าสามเดือนกระมัง. ดูรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งน้ำ Evian ตามไปอ่านได้ตามลิงค์ที่ให้.   
ตรงข้ามกับอาคารที่ตั้งของตาน้ำ Source Cachat เป็นอาคารที่เคยใช้เป็นที่ดื่มน้ำ (Pavillon de la Buvette) และที่พักผ่อนของผู้มาใช้บริการ รวมทั้งเป็นที่จัดงานเลี้ยง งานแสดงดนตรี.
มุมถนนสายหลักสายหนึ่งของเมือง (Rue de la Source des Cordeliers) มีน้ำแร่เอวีอ็องพร้อมเสมอ ไปรองน้ำนำไปบริโภคได้ตลอดเวลา
บนกำแพงหนึ่งในเมือง Evian มีภาพจิตรกรรมสีออกโทนฟ้าสวยงามประดับ สื่อการมาทางเรือ มารักษาตัว มาดื่มน้ำแร่เพื่อสุขภาพ. จนถึงทุกวันนี้ วิธีเดินทางที่สะดวกที่สุด เร็วที่สุด คือทางเรือโดยเฉพาะจากฝั่งประเทศสวิตเซอแลนด์เช่นจากเมืองโลซาน มีเรือมาส่งขึ้นเมืองเอวีอ็องภายในเวลาเพียง 35 นาที.
ฝั่งน้ำที่เห็นคือฝั่งเมืองโลซาน สวิตเซอแลนด์
เรือโดยสารสะดวกสบาย จากท่าเรือ Lausanne-Ouchy [โลซาน-อูชี่] 
มาขึ้นฝั่งเมืองเอวีอ็องเลย

* * * * *

ภาพข้างล่างนี้ จากเมือง Vichy [วีชี่] ที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญอีกแหล่งหนึ่งของฝรั่งเศส มีสถานรักษาพยาบาลตามระบบวารีบำบัดอย่างครบวงจร. น้ำที่นั่นมีฟองก๊าซไบคาร์บอเนตตามธรรมชาติ. น้ำแร่วีชี่ มีทั้งน้ำแร่เย็น (source Célestins, source Parc, source Lucas, ) และน้ำแร่ร้อน (source Hôpital, source Chomel, source Grande Grille)
อาคารโค้งทรงรีนี้ เปิดให้สาธารณชนไปดื่มน้ำ เอาน้ำไปใช้ได้ตั้งแต่ปี 1861. อาคารดื่มน้ำแบบนี้ ฝรั่งเศสเรียกว่า pavillon de la buvette [ปาวียง เดอ ลา บูแว็ต]. กำกับชื่อต้นน้ำตรงนั้นว่า Source des Célestins [เซเลสแต็ง] (ต้นน้ำแร่สายหนึ่ง เป็นน้ำแร่เย็นตามธรรมชาติ)
ห้องโถงกว้างและยาว มีที่นั่งติดราวลูกกรง เป็นที่หลบแดดหลบฝนและที่นัดพบ 
บริเวณก๊อกน้ำแร่จากแหล่ง Célestins

อาคารห้องโถงขนาดใหญ่ ที่มีท่อน้ำแร่ที่มีคุณสมบัติต่างๆแยกออกจากกัน ทั้งน้ำแร่เย็นและน้ำแร่ร้อน. ผู้ไปใช้บริการวารีบำบัดซึ่งปกติเป็นแพ็คเก็จอย่างน้อยสามสัปดาห์. 
แพทย์เป็นผู้สั่งให้ดื่มน้ำแบบไหน ปริมาณเท่าใด กี่วันแล้วก็เปลี่ยนไปน้ำอีกประเภทหนึ่งฯลฯ. การไปรักษาตัวตามกระบวนการวารีบำบัดนั้น ระบบประกันสุขภาพฝรั่งเศสยอมรับและเป็นผู้จ่ายค่าบริการให้เกือบทั้งหมด.

* * * * *

ภาพข้างล่างมาจากเมือง Baden-Baden ในประเทศเยอรมนี เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องการรักษาพยาบาลตามกระบวนการของวารีบำบัด มีสถานสรงน้ำแร่อย่างครบวงจรหลายแห่ง เช่น Friedrichsbad ที่ยึดขนบแบบโรมันและแบบไอริช.

ที่นั่น ยังมีชื่อเสียงในการบริหารจัดการเรื่องการกิน การใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ จึงมีการจัดสร้างโรงละคร  การแสดงดนตรี และความบันเทิงอื่นๆรวมทั้งการตั้ง casino (ในเมืองน้ำแร่ จึงไม่ใช่แหล่งรวมการพนันเท่านั้น) เช่นนี้เมือง Baden-Baden จึงกลายเป็นเมืองรวมชนชั้นผู้ดี เจ้านายจากราชวงศ์ต่างๆไปพบปะสังสันทน์กันที่นั่น และมหาเศรษฐีที่ไปโชว์ไปอวดตัว  ในที่สุดเป็นเมืองที่รวมความหรูหรา แฟชั้น ความฟู่ฟ่าในทุกรูปแบบของสังคมชั้นสูงและสังคมคนดังเป็นสำคัญ. 
อาคาร Kurhaus & Casino รวมการบำบัดรักษาร่างกายกับความบันเทิง ของเมือง Baden-Baden.  ในปัจจุบันระหว่างฤดูร้อน มีการแสดงดนตรีกลางแจ้งบนสนามผืนใหญ่ที่เห็นในภาพ. นอกจากนี้ รอบๆสนามหญ้าผืนใหญ่ ยังใช้เป็นที่จัดแสดงงานศิลป์เช่นประติมากรรมของศิลปินที่ผลัดกันนำมาเสนอและตั้งประดับไปรอบๆตรงขอบสนามหญ้านี้  ให้ผู้คนเดินดู หรือพิจารณาในขณะเดินเล่นออกกำลังกาย.
ภาพบนนี้ เป็นอาคารดื่มน้ำแร่  ซึ่งก็สวยงามโอโถงตามแบบสถาปัตยกรรมนีโอคลาซสิก มีน้ำแร่ให้ดื่มได้เช่นกัน หากมีโอกาสไปตามสถานที่ดื่มน้ำแร่แบบนี้  ดื่มน้ำแร่ให้เต็มอิ่มเลย. ที่นั่น ไม่เสียค่าดื่ม แต่หากไม่มีถ้วยของตัวเอง เขาขายถ้วยปลาสติกให้ในราคา 50 เซนต์หรือ 1 ยูโร. อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับสถานสรงน้ำนี้ได้ลิงค์นี้.  

* * * * *

ภาพข้างล่างนี้ มาจากสถานวารีบำบัดที่เมือง Bad Reichenhall ประเทศเยอรมนี เป็นเมืองเล็กแสนสบาย ร่มรื่น ไม่เน้นความหรูหราฟุ้งเฟ้อ. เมืองนี้ เป็นศูนย์กลางการผลิตเกลือจากภูเขา ที่เชื่อมโยงกับเมือง Berchtesgaden ที่อยู่ไม่ไกลกัน.  มีพิพิธภัณฑ์เรื่องการขุดการสกัดเกลือออกจากภูเขา รวมทั้งข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับเกลือ ตลอดจนกระบวนการเกลือบำบัด. น้ำแร่ของเมืองนี้จึงมีส่วนผสมของเกลือในปริมาณสูง ซึ่งนำมาใช้ในการรักษาโรคหืดหอบได้เป็นอย่างดี.
สวนในบริเวณนั้น เปิดให้ชาวเมืองไปนั่งได้ตามอัธยาสัย ไม่มีเวลาปิด อยู่ตรงหน้า อาคารตากน้ำเกลือ  (คำเรียกของผู้เขียนเองตามหน้าที่และการใช้งานของอาคาร). เขาส่งน้ำเกลือไปถึงที่นั่น ผ่านกระบวนการที่ช่วยทำให้ปริมาณของน้ำในน้ำเกลือลดลงไปให้มากที่สุด ก่อนผ่านไปยังกระบวนการสกัดให้เป็นผงเกลือ  เพราะฉะนั้นบริเวณนี้ จึงได้ไอระเหยของน้ำเกลือตลอดเวลา. ชาวเมืองไปนั่งอ่านหนังสือ นั่งพัก สนทนาวิสาสะกันอย่างแผ่วเบา (ตามวิสัยคนเยอรมัน ผู้สงบเงียบ ไม่กระโตกกระตากจนเกินงาม).
นั่งในบริเวณนี้ เท่ากับได้สูดหายใจไออ็อนเกลือเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ และทำให้หายใจสะดวก ไม่คัดจมูก. 
อาคารตากเกลือนี้ ทอดเป็นตึกกว้างยาวออกไปสองปีก เพื่อใช้เป็นที่ตากเกลือ กรองเกลือออกจากน้ำ. กระบวนการตากเกลือดังกล่าวยังใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลดีมาถึงวันนี้. เป็นอาคารตัวอย่างของเทคโนโลยีเยอรมันที่สุดยอดในยุคทศวรรษที่ 1846. ดูข้อมูลเมือง Bad Reichenhall ได้ตามลิงค์นี้.
เอกสารแผ่นพับที่ติดให้ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้าง อาคารตากเกลือ ในปี 1846 เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ได้อย่างสง่างามมาจนถึงทุกวันนี้ (ในภาษาเยอรมันเรียกว่า Gradierhaus  ชื่อเน้นลักษณะของการก่อสร้างเป็นชั้นๆลาดลง) 
อาคารดื่มน้ำแร่ ก๊อกน้ำแร่ในห้องโถงใหญ่
ภายในจัดมุมให้คนเล่นหมากรุกหลายมุม บนโต๊ะต่างๆก็มีตารางหมากรุก
อาคารสปาของที่นั่น

* * * * *

ด้านหน้าสถานอาบน้ำแร่ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ชื่อ Széchenyi Gyógyfürdő สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมนีโอบาร็อค ดูสง่าภูมิฐานจนอาจเรียกเป็นวังน้ำได้เลย.
ในยุคใหม่ มีการสร้างสถานอาบน้ำแร่ขนาดมหึมาบนดินแดนที่อุดมด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ. สถานอาบน้ำแร่มีมากที่สุดในประเทศฮังการีและสถานอาบน้ำแร่ที่น่าทึ่งที่สุด คงต้องไปดูที่เมืองBudapest. อาคารภายนอกดูสง่าภูมิฐานมาก ตามแบบสถาปัตยกรรมนีโอบาร็อค มีชื่อเรียกกันว่า Széchenyi Gyógyfürdő  สร้างขึ้นในปี1909 บนพื้นที่ราว 6,220ตารางเมตร และเปิดบริการประชาชนตั้งแต่วันที่16 มิถุนายน1913. เป็นวังน้ำแร่ขนาดใหญ่ที่สุดของฮังการีและของโลก. ผู้คนนิยมกันมาก จนเป็นนิสัยที่ต้องแวะเข้าไปแช่น้ำอาบน้ำแร่กันก่อนกลับบ้าน(เกือบ)ทุกวัน  ในที่สุดต้องขยับขยายออกอีกมากในปี1927. การขุดเพื่อสร้างระบบทางเดินของน้ำไปยังสระใหม่ ทำให้ได้พบตาน้ำลึกใต้ดินอีกแห่งหนึ่งในบริเวณ อยู่ลึกลงไปใต้ดิน 1256 เมตร มีปริมาณน้ำแร่พุออกจากใต้พื้นโลกประมาณ6 ล้านลิตรทุกวัน. น้ำแร่ที่นั่นมีอุณหภูมิคงที่ณ74ºC (น้ำจากตาน้ำแห่งแรก) และ77ºC(จากตาน้ำแห่งที่สอง) เจาะจงไว้ว่ามีเกลือแร่ที่ช่วยกระตุ้นและฟื้นฟูโรคที่เกี่ยวเนื่องกับกระดูกและข้อ อาการอักเสบเรื้อรังของกระดูกและข้อเป็นต้น. ที่นั่นมีสระน้ำแร่ภายในอาคารถึง15 สระ มีสระใหญ่กลางแจ้ง3สระ(ดูภาพข้างล่างนี้). แต่ละสระมีอุณหภูมิต่างกัน มีส่วนประกอบของเกลือแร่ในน้ำต่างกันด้วย. นอกจากสระน้ำยังมีห้องอาบน้ำด้วยระบบท่อน้ำที่ฉีดไปรอบตัวหรือแบบฝักบัว หรือแบบนั่งให้น้ำนวดตัว(jacussi) มีห้องอบไอน้ำและบริการนวดตัวอย่างครบวงจร. สระน้ำมีทั้งสระรวมและสระน้ำเฉพาะเพศหรือสระน้ำส่วนตัว. ได้มีการศึกษาวิจัยคุณภาพของน้ำพุร้อนที่นั่น พบว่ามีส่วนประกอบของซัลเฟต คัลเซียม แมกนีเซียม ไบคาร์บอเนต และมีปริมาณกรดฟลูโอไรด์และกรดเมตาบอริคอย่างมีนัยสำคัญ. สถานอาบน้ำแร่นี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดพยาบาลที่การแพทย์และระบบประกันสุขภาพของประเทศยอมรับ. ประชาชนจึงเสียค่าเข้าไปใช้บริการน้อยมาก. เป็นโชคอนันต์สำหรับพลเมือง เพื่อนชาวฮังการีบอกว่า ตั้งแต่เล็กๆแล้ว คุ้นเคยกับการไปอาบน้ำแร่ที่นั่นเป็นประจำหลังเลิกเรียน ไม่มีการปิดไม่ว่าวันใดสัปดาห์ใดฤดูใด. จงดูตัวอย่างภาพข้างล่างนี้ ที่ถ่ายมาได้เฉพาะภายนอก (ผู้คนที่ไปใช้สถานอาบน้ำแร่นี้ นอกจากห้องแช่ส่วนตัว ทั้งหมดสวมชุดอาบน้ำ)
ภาพมุมสูงนี้เป็นลิชสิทธิ์ดังระบุไว้ในวิกิพีเดียดังนี้ 
This picture is © copyright Civertan Grafikai Stúdió (Civertan Bt.), 1997-2006.

ลงเผยแพร่วันที่28พฤศจิกายน2008 ดูที่ http://www.civertan.hu/

ตรงบันไดมีมุมเล่นหมากรุก คนแช่น้ำแร่ไปเล่นหมากรุกไปด้วย
มีทั้งคนเล่นและคนเชียร์ เปิดไปดูภาพคนเล่นหมากรุกได้จากที่นี่ 
ประเทศฮังการีเป็นที่รวมตาน้ำใต้ดินจำนวนมาก โดยเฉพาะที่เมืองหลวง Budapest มีตาน้ำไม่ต่ำกว่า100 แห่ง จึงทำให้มีการสร้างสถานอาบน้ำแร่ทั่วไปในเมือง. น้ำแร่ก็มีคุณภาพดีที่ช่วยการเยียวยารักษาโรคได้หลายประเภท ทั้งโรคกระดูกและข้อ โรคผิวหนัง ฯลฯ. ผู้คนคุ้นเคยกับการไปอาบน้ำแร่ตามสถานที่เหล่านั้น เฉพาะที่กรุง Budapest มีสถานอาบน้ำแร่ที่เป็นอาคารสถาปัตยกรรมที่สง่างามไม่ต่ำกว่า10 แห่ง เกือบทั้งหมดขึ้นบัญชีเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ประจำชาติ  Budapest เป็นเมืองหลวงแห่งเดียวในโลกที่มีน้ำพุร้อนอยู่ใต้พื้นกลางตัวเมืองเลย. (ดูข้อมูลเกี่ยวกับสถานอาบน้ำแร่ที่เมือง Budapest ได้ที่นี่.

* * * * *

ตามไปดูน้ำในสถานะต่างๆ ตามที่ต่างๆ ได้บทเรียนมากมายจากน้ำ
เป็นสิ่งมหัศจรรย์(เกือบเป็น)สิ่งเดียวที่จับต้องได้ เข้าถึงอณูของมันได้
สายธารเล็กปริ่มๆ ปรีเปรมเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำใหญ สู่ที่กว้างใหญ่กว่าตัวมัน 
มันดีใจมากเมื่อไปพบสายธารร่วมโลก กลมกลืนเคล้าเคลียหมุนไปด้วยกัน.
หากไม่มีที่ให้มันไหลต่อไปๆ น้ำจะหงอยเหงา
จมติดอยู่กับที่และทำให้มันกลายเป็นน้ำขัง แล้วก็เน่าเหม็นในที่สุด
หรือถูกแดดแผดเผาแห้งตายตรงนั้น. 

ชีวิตจะอยู่ได้ และรักษาศักยภาพของชีวิตได้เต็มพิกัด จึงต้องไหลต่อไป
ชีวิตคือความพยายามในการปรับตัวอยู่รอดในทุกสถานะ
คือการเคลื่อนไหวตั้งแต่อณูเล็กที่สุดไปจนถึงองค์รวมทั้งหมดของมัน 
นี่เป็นกฎถาวร ที่ไม่เปลี่ยนแปลงของชีวิต ของคน…
ของทุกชีวิต ในทุกสถานะ ทุกรูปแบบและทุกมิติ
รักน้ำที่สุด

โชติรส รายงาน
๘ เมษายน ๒๕๖๒.