Tuesday, 30 September 2014

ซื้อนาฬิกา ไม่อาจซื้อเวลา - What is Time?

เวลาคืออะไร St. Augustine (354-430 หรือ Augustine of Hoppo หรือชื่อในภาษาละตินคือ Aureliud Augustinus Hipponensis) มีแนวการถ่ายทอดความเชื่อในพระเจ้าและคริสต์ศาสนาของเขาเอง ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของปรัชญาและเทวศาสตร์  เป็นคนแรกๆในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ที่นำหัวข้อเรื่อง “เวลา” มาครุ่นคิด มาเป็นหัวข้อปรัชญาที่นักคิดรุ่นต่อๆมายังคงนำมาวิเคราะห์ต่ออย่างไม่ลดละ โดยไม่มีคำตอบใดๆที่เจาะจงและกว้างครอบคลุมทุกนัยยะของเวลาได้ไว้ในคำตอบเดียว  จนในที่สุดมีการสรุปไป(พลางๆก่อน)ว่า เวลามิใช่อื่นใด คือภาพลักษณ์ของพระผู้เป็นเจ้า  เป็นอย่างไรนั้น ขอให้ไปอ่านจากหนังสือ Confessions (พิมพ์ออกมาในปีคศ.397 มีทั้งหมด 13 เล่ม) ของนักบุญคนนี้
ในที่นี้ จะนำภาพนาฬิกายักษ์รุ่นเก่ามาให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อความเข้าใจว่าในสมัยก่อนชาวตะวันตกมองเรื่องเวลากันอย่างไร  

นาฬิกาบอกเวลาหลายระบบที่ Master Hanuṧ ประดิษฐ์ขึ้นในปี 1410 ประดับบนกำแพงทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด (Town Hall) ที่กรุงปร้าก (Prague) สาธารณรัฐเช็ก (Czech Republic)  มีเรื่องเล่ากันมาว่าสภาที่ปรึกษาแห่งชาติต่างพออกพอใจกับงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้มาก และเกิดความกังวลปนความอิจฉาว่าในอนาคตเมืองอื่นๆในยุโรปอาจมีนาฬิกาแบบเดียวกันนี้  จึงรวมกันทำร้ายผู้ประดิษฐ์ให้ตาบอดไปเสีย เป็นการกำจัดความกังวลให้หมดไป เพราะนักประดิษฐ์ผู้นั้นกลายเป็นคนตาบอดไปตลอดชีพ  (ถ้าเรื่องเป็นเช่นนี้จริง นาฬิกานี้ไม่น่าจะเป็นความภูมิใจของชาวเช็ก เพราะประจานจิตใจที่ดำมืดของพวกเขามากกว่าสิ่งอื่นใด)
นาฬิกากลไกกลุ่มนี้ ประกอบด้วย นาฬิกาดาราศาสตร์ (astronomical clock) คือหน้าปัดวงกลมที่อยู่บน และใต้ลงไปเป็นหน้าปัดนาฬิกาปฏิทิน (calendar clock)  
         กลไกของนาฬิกากลุ่มนี้ บอกวันอะไรในสัปดาห์ เดือนไหนและปีไหนด้วย  และบอกเวลาของยุโรปภาคกลาง เวลาของบาบีโลนและเวลาระหว่างดวงดาว  ชาวเช็กถือว่าเป็นนาฬิกาเรือนเดียวในโลกและเป็นเรือนสุดท้ายที่เจาะจงเวลาได้ละเอียดและกว้างไปถึงเวลาในจักรวาล  นอกจากนี้ยังระบุตำแหน่งของดวงดาวในท้องฟ้าได้อีกด้วย  ส่วนนาฬิกาปฏิทินที่อยู่ใต้นาฬิกาดาราศาตร์ ประดับด้วยภาพผลงานของจิตรกรชื่อ Josef Mánes เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของจักรราศี ที่เจาะจงว่าณวันหนึ่งวันใดที่เรามองดูนาฬิกานั้น เราก็จะเห็นด้วยว่าวันนั้นอยู่ในจักรราศีใด

นาฬิกาดาราศาสตร์(2) ประดิษฐ์ขึ้นในปี1410  หน้าปัดสร้างตามแบบเครื่องมือดาราศาสตร์โบราณ(astrolabe) ที่มีทั้งหน้าปัดวงเล็กซ้อนเหนือหน้าปัดวงใหญ่  หน้าปัดเล็กนี้ประกอบด้วยสัญลักษณ์จักรราศีสิบสองราศี พร้อมเข็มนาฬิกาที่มีรูปดวงดาวสีทองประดับที่บอกตำแหน่งของดวงอาทิตย์  ส่วนเข็มสีดำมีลูกกลมเล็กๆนั้นบอกตำแหน่งของดวงจันทร์ วงกลมที่เห็นนี้จะเคลื่อนหมุนรอบตัวมันเองบอกลักษณะของดวงจันทร์ (เดือนหงาย เดือนคว่ำ เดือนมืด เดือนเพ็ญ)  นาฬิกาดาราศาสตร์แบบนี้เป็นเครื่องมือดาราศาสตร์แบบแรกๆของมนุษย์ที่ใช้หาตำแหน่งของดวงดาวในสมัยก่อน และมีวิธีการอ่านอย่างเฉพาะเจาะจงน่าสนใจยิ่งนัก  รายละเอียดเกี่ยวกับวงกลม เส้น และสีที่ต่างๆกันในส่วนต่างๆบนหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์นี้นั้น ดูคำอธิบายรายละเอียดได้จากภาพข้างล่างนี้  (ผู้สนใจติดตามศึกษาต่อเองได้ เอามาเสนอให้ดูเป็นไอเดียกว้างๆ)

สิ่งหนึ่งที่ต้องจำคือ ดาราศาสตร์ในยุคศตวรรษที่ 15 นั้น ยังคงเป็นทฤษฎีดาราศาสตร์ของปโตเลมี (Klaudios Ptolemaios ในภาษากรีก มีชีวิตอยู่ระหว่างราวปีคศ. 90-168 เขาเป็นชาวกรีกเชื้อสายอีจิปต์ อยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย รู้จักกันว่าเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ และนักภูมิศาสตร์ มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง ที่ปราชญ์ชาวอิสลามและชาวยุโรป รับไปศึกษาและพัฒนาต่อ)  กล่าวสรุปอย่างสั้นๆคือ โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและนิ่งอยู่กับที่ มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดวงดาวต่างๆหมุนรอบโลก  แผนผังข้างบนหรือหน้าปัดดาราศาสตร์ของกลุ่มกลไกนาฬิกานี้ จึงมีโลกเป็นศูนย์กลาง   ต่อมา โกแปร์นิกุซ ได้ค้นพบว่า ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีโลกและดวงดาวต่างๆหมุนรอบดวงอาทิตย์พร้อมๆกับที่หมุนรอบตัวเอง (เขาเขียนทฤษฎีดาราศาสตร์ขึ้นใหม่ในปี 1530 แต่พิมพ์ออกสู่ตลาดในปี 1543 เท่านั้น)
4)
ตรงมุมบนขวาของหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์ มีโครงกระดูกที่ถือกระดิ่งเล็กๆในมือขวาและนาฬิกาทรายในมือซ้าย(4)   รูปปั้นความตาย(และรูปปั้นทั้งหมด) เคลื่อนไหวได้ ทำหน้าที่สั่นกระดิ่งบอกเวลาทุกชั่วโมง  ตั้งข้างรูปปั้นคนที่โพกศีรษะ(ชาวเตอร์ก)ที่ถือเครื่องดนตรีในมือสื่อนัยของความสนุกสนานบันเทิงใจที่ขับกล่อมให้คนหลงใหลเคลิบเคลิ้ม  
3)
ส่วนรูปปั้นเล็กที่ประดับมุมบนซ้ายของนาฬิกาดาราศาสตร์(ภาพ 3) มีรูปปั้นหนึ่งถือกระจกในมือสื่อความหลงตัว ความหยิ่งผยอง  รูปปั้นอีกรูปหนึ่งใบหน้าของคนแก่มือถือไม้เท้า มืออีกข้างหนึ่งกำถุงทองไว้แน่น ชี้ถึงความละโมบและความตระหนี่ถี่เหนียวในนิสัย รวมทั้งบ่งบอกความหมกมุ่นของคนในการเก็บเงินสร้างฐานะ  ทันทีที่โครงกระดูกสั่นกระดิ่งบอกเวลา รูปปั้นทั้งหมดส่ายหัวไปมาเพื่อบอกว่า ยังไม่พร้อมที่จะไป ยังอยากอ้อยอิ่งอยู่กับนาทีปัจจุบัน
กล่าวโดยรวมคือ เมื่อตรงชั่วโมง จะได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น ตีบอกเวลาว่าเป็นชั่วโมงที่เท่าไร ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ คือ โครงกระดูกที่ยืนอยู่ทางขวาติดหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์นี้  มือขวาถือระฆังเล็กๆและมือซ้ายถือนาฬิกาทราย  ในแต่ละชั่วโมง โครงกระดูกสั่นระฆังในมือตามจำนวนชั่วโมง  เมื่อนั้นหน้าต่างสองบานเหนือนาฬิกาดาราศาสตร์จะเปิดออกกว้าง มีรูปปั้นของเหล่าอัครสาวก(7, ซึ่งเดินเป็นวงกลม) มาชะโงกหน้าที่หน้าต่างด้านซ้ายครั้งหนึ่งแล้วเดินมาชะโงกหน้าที่หน้าต่างด้านขวาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในแต่ละชั่วโมงเมื่อระฆังดังขึ้น จะเห็นอัครสาวกทั้งสิบสองคนออกมาเดินชะโงกหน้าต่างเหมือนกันทุกชั่วโมง  เมื่อระฆังและการเดินของอัครสาวกจบลงแล้ว ไก่ทองตรงมุมแหลมของกำแพงเหนือหน้าต่างสองบานนั้น(8) จะส่งเสียงขันดังกังวาล เป็นอันจบ  เชื่อกันว่า เมื่อไก่ขันในเวลาตีหนึ่งของแต่ละวันนั้น ทำให้ผีและมารทั้งหลายตกใจและหนีออกไปจากกรุงปร้าก
          ส่วนนาฬิกาปฏิทิน(5) พร้อมภาพในวงกลมวงเล็กสิบสองวง บนหน้าปัด แสดงกิจกรรมในชีวิตของชาวเมืองในแต่ละเดือน และใกล้ศูนย์กลางของหน้าปัด มีวงกลมวงเล็กอีกสิบสองวงที่เป็นรูปสัญลักษณ์ของสิบสองจักรราศี  ตรงใจกลางมีภาพอาคารประกอบด้วยหอคอยสูงสามหอ ซึ่งหมายถึงเมืองปร้ากนั่นเอง  มีรูปปั้นเทวทูตถือดาบและโล่ประดับด้านซ้ายของหน้าปัด (6) ยืนชูดาบขึ้นสูงเหมือนจะกำหราบผู้คนให้ระวังตัวกลัวภัย และรูปปั้นของชาวเมืองยุคนั้นในสถานภาพต่างๆประดับทั้งด้านซ้ายและด้านขวา.
ให้สังเกตว่า ทุกคนแต่งกายคล้ายกัน มีผ้าโพกศีรษะตามแบบอาหรับ  เราไม่ลืมว่าอารยธรรมอาหรับนั้น โดดเด่นและเป็นตัวเชื่อมอารยธรรมโบราณกับอารยธรรมยุคใหม่ในยุโรป เครื่องมือดาราศาสตร์ทั้งหลายที่ประดิษฐ์ขึ้นในโลกจนถึงยุคศตวรรษที่ 19 นั้น มีอักษรจารึกเป็นภาษาอาหรับกำกับเสมอ  ชาวยุโรปต้องยอมรับความจริงว่า อารยธรรมอาหรับนั้นเจริญขึ้นก่อนอารยธรรมยุโรป(หรืออารยธรรมตะวันตก)
            หน้าปัดปฏิทินนี้สร้างเพิ่มเข้าไปติดกำแพงในปี 1870 เท่านั้น ระบบรูปปั้นของอัครสาวกสิบสองคนเหนือหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์(2) ดังกล่าวมาข้างต้น ก็เช่นกัน เพิ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19 เท่านั้น  เป็นความพยายามของชาวยุโรปที่จะลดอิทธิพลของอารยธรรมอาหรับให้เหลือน้อยที่สุดด้วยการแทรกหัวข้อหรือรูปลักษณ์ที่โยงไปถึงคริสต์ศาสนาเข้าไปในงานยุคก่อนๆ  
            ระบบนาฬิกาซับซ้อนแบบที่นี่นั้น นิยมกันมากในยุโรป  นาฬิกาดาราศาสตร์ที่กรุงปร้ากนี้นับว่าเก่าแก่เป็นที่สามของโลก และเป็นนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าที่สุดที่ยังคงเดินและบอกเวลามาจนถึงปัจจุบัน นานกว่าหกร้อยปีแล้ว  ระหว่างฤดูร้อนทางศาลากลางยังจัดการแสดงภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญๆของเมืองหรือของประเทศ ด้วยการฉายภาพเหตุการณ์นั้นๆลงบนกำแพงอาคารนาฬิกานี้ (ข้อมูลจาก http://www.czechtourism.com/c/prague-astronomical-clock/ )
ในวาระครบรอบหกร้อยปีของการประดิษฐ์นาฬิกาชุดนี้ประดับกรุงปร้าก ทางการได้จัดสร้างวีดีโอขึ้น ได้อาศัยเทคนิดของแสงเลเซอร์มาเล่าความเป็นมาของนาฬิกาชุดนี้ ผ่านเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เช่นสงครามที่เคยทำให้นาฬิกาชุดนี้และอาคารเทศบาลเสื่อมโทรมลง แต่ได้รับการบูรณะขี้นใหม่ จนถึงปัจจุบันก็ยังเดินได้ตามปกติ บอกเวลาและเตือนสติมนุษย์ ว่า เวลาในที่สุดคืออะไร... ดูวีดีโอคลิปได้ที่นี่     http://www.youtube.com/watch?v=QjWJHEmFfPA
แถมภาพข้อมูลเกี่ยวกับปโตเลมี
ในภาพนี้ ปโตเลมี มีมงกุฎสวมบนศีรษะ เพื่อบ่งบอกสติปัญญาอันเฉียบแหลม มิใช่เพื่อชี้ว่า เขาเป็นกษัตริย์แต่อย่างไร  ความรู้ตลอดจนผลงานของเขาเป็นพื้นฐานของความรู้มาจนถึงศตวรรษที่ 16 เมื่อโกแปร์นิกุซ เสนอทฤษฎีใหม่ว่า ดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะดังได้กล่าวมาข้างต้น  ในภาพนี้ เทพธิดาแห่งดาราศาสตร์(Urania)ยืนเยื้องไปด้านหลังเหมือนเป็นผู้ให้แรงบันดาลใจและสนับสนุน  มือหนึ่งยกขึ้นชี้ไปที่กลุ่มดาวบนท้องฟ้า เหมือนแนะให้ปโตเลมีมองสำรวจดวงดาวในทิศทางนั้น  บนพื้นมุมซ้าย มีเครื่องมือที่ใช้คำนวณตำแหน่งดวงดาวเรียกว่า astrolabe ภาพพิมพ์นี้จากหนังสือเรื่อง Margarita Philosophica ของ Gregor Reisch (1508)

ที่โบสถ์ Notre Dame de Strasbourg เมืองสตร๊าสบูร์ก ในประเทศฝรั่งเศส  มุมหนึ่งทางทิศใต้ภายในโบสถ์ เป็นที่ตั้งของนาฬิกาดาราศาสตร์เรือนยักษ์ที่เนรมิตขึ้นในศตวรรษที่ 16 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอนุสาวรีย์ประวัติศาสตร์ของชาติในวันที่ 15 เมษายน ปี 1987
นาฬิกาดาราศาสตร์ที่นั่นตั้งอยู่ในวัดด้านทิศใต้ ในบริเวณเดียวกันนี้ มีเสาสูงเกือบจรดเพดาประกอบด้วยรูปปั้นหลายรูปที่มารวมกัน เพื่อเจาะจงเล่าถึงวันพิพากษาสุดท้าย รูปปั้นที่อยู่ล่างที่สุดเป็นกลุ่มอัครสาวกผู้แต่งคัมภีร์ใหม่สี่คน เหนือขึ้นไปเป็นอัครเทวทูตกำลังเป่าแตรทรัมเป็ต  เหนือขึ้นไปเป็นกลุ่มคนตายที่ฟื้นคืนชีวิต พระเยซูคริวต์นั่งบนบัลลังก์สูงสุดบนยอดเสา ห้อมล้อมด้วยเหล่าเทวทูตผู้ถือเครื่องหมายต่างๆที่เน้นให้เข้าใจว่า พระเยซูคริสต์คนนี้คือคนเดียวกับที่ถูกตรึงไม้กางเขนจนตายแล้วฟื้นคืนชีพ  ถือกันว่า เป็นศิลปะจำหลักบนหินที่สวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การนำมาอยู่ด้วยกันในพื้นที่เดียวกันนี้ ก็เพื่อเน้นชีวิตคนที่มีเวลาจำกัดไว้เสมอ  มีเวลาเป็นเครื่องพันธนาการ และมีเวลาเป็นนาย
นาฬิกาเรือนที่เห็นในปัจจุบันเป็นเรือนที่สาม ที่ซ่อมแซมแก้ไขและปรับปรุงจากเรือนแรกที่สร้างขึ้นในปีระหว่างปี 1352-1354  (ชิ้นส่วนจากนาฬิกาเรือนแรก เป็นตัวไก่ที่ขยับปีกและส่งเสียงขันได้ ยังคงเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์  Musée des Arts décoratifs de Strasbourg  นับเป็นสิ่งจากกลไกอัตโนมัติที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป)  เรือนที่เห็นในปัจจุบันเป็นผลงานของ Jean-Baptiste Schwilgué (1776-1856) ผู้ซ่อมและปรับปรุงระบบอัตโนมัติของเรือนเก่ารุ่นที่หนึ่งและสองไว้ได้  ทั้งได้เพิ่มขบวนพาเรด ของอัครสาวก ให้เดินผ่านหน้าพระเยซูคริสต์ผู้ยกมือในท่าประทานพร หุ่นทั้งหลายจะขยับเคลื่อนไหวอัตโนมัติทุกสิบห้านาที ทุกครึ่งชั่วโมง ทุกชั่วโมง และโดยเฉพาะเมื่อเวลาเที่ยงตรง  (นาฬิกานี้เจาะจงเวลาเฉพาะถิ่นของเมืองสตร๊าสบูร์กซึ่งต่างจากเวลาปกติทางการที่ใช้ในยุโรปประมาณสามสิบนาที เวลาของสตร๊าสบูร์กดังกล่าวเป็นเวลาเฉลี่ยของถิ่นนั้นในฤดูหนาว และเป็นเวลาเฉลี่ย บวกเข้าไปหนึ่งชั่วโมงในฤดูร้อน เพราะยุโรปปรับเวลาเพิ่มขึ้นลดลงตามฤดูร้อนและฤดูหนาวเพื่อประหยัดพลังงาน)

ความพิเศษของนาฬิกานี้คือ ทุกสิบห้านาที เทวทูตองค์น้อยซ้ายมือจะตีระฆังดังขึ้นหนึ่งครั้ง  เทวทูตองค์น้อยด้านขวาผู้ถือนาฬิกาทรายในมือ จะพลิกนาฬิกาขึ้นใหม่  (นาฬิกาทรายไหลลงหมดในสิบห้านาที ต้องกลับหัวตั้งขึ้นใหม่)  ในภาพบนนี้ เทวทูตองค์น้อยสององค์นั่งขนาบสองข้างหน้าปัดนาฬิกาแบบสมัยปัจจุบัน  โดยมีหน้าปัดใหญ่ที่อยู่เหนือขึ้นไปเป็นหน้าปัดปฏิทิน มีรูปลักษณ์ของจักรราศีประดับขอบบนหน้าปัด เหนือขึ้นไปเห็นโลกแบ่งครึ่งซีกกลางวันและกลางคืนในจักรวาลที่มีดวงดาวดารดาษ
หนึ่งในรูปปั้นสี่รูปจะเดินผ่านมาตรงหน้าโครงกระดูก(สัญลักษณ์ของความตาย) เมื่อเวลาบอกสิบห้านาทีของทุกชั่วโมง เป็นรูปปั้นเด็ก (ในภาพมุมล่างขวา รูปปั้นเด็กกำลังเดินออกมา)  เมื่อเวลาบอกสามสิบนาทีเป็นรูปปั้นชายหนุ่ม เมื่อเวลาบอกสี่สิบห้านาทีเป็นรูปปั้นของชายฉกรรจ์(วัยกลางคน) และเมื่อนาฬิกาตีบอกชั่วโมงเป็นรูปปั้นของคนแก่  รูปปั้นทั้งสี่จึงเป็นภาพลักษณ์ของวัยต่างๆในชีวิตคน

สิ่งที่นาฬิกานี้ยังคงทำได้ตรงตามที่เนรมิตไว้คือ  วันละครั้งเมื่อถึงเที่ยงตรงตามเวลาท้องถิ่นของเมืองสตร๊าสบูร์ก (ซึ่งจะเป็นเที่ยงสามสิบนาทีในฤดูหนาว)  ชั้นบนสุดของนาฬิกา เหล่าอัครสาวกสิบสองคน จะเดินออกมาคำนับพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ยกมือขวาขึ้นในท่าประทานพร  เมื่ออัครสาวกคนที่ 4 ผ่านมายืนตรงหน้าพระเยซูคริสต์ ไก่(ที่อยู่ทางซ้าย ในภาพบนกำกับไว้ด้วยคำ coq ในภาษาฝรั่งเศส) จะขยับกระพือปีก 3 ครั้ง แล้วขันเสียงดังครั้งที่หนึ่ง  เมื่ออัครสาวกคนที่ 8 ผ่านมายืนตรงหน้าพระเยซูคริสต์ ไก่จะขยับกระพือปีก 3 ครั้ง แล้วขันเสียงดังครั้งที่สอง  และเมื่ออัครสาวกคนที่ 12 ผ่านมายืนตรงหน้าพระเยซูคริสต์ ไก่จะขยับกระพือปีก 3 ครั้ง แล้วขันเสียงดังเป็นครั้งที่สามซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย  
          นาฬิกาเรือนนี้นอกจากจะบอกเวลาของท้องถิ่นนั้นแล้ว ยังเจาะจงวันของสัปดาห์เป็นวันจันทร์หรือวันใดโดยมีรูปลักษณ์ของเทพประจำแต่ละวันที่มาจากเทพตำนานกรีกโรมันเป็นเครื่องชี้บอก

ขบวนเทพเจ้าประจำวันตามเทพตำนานกรีกโรมัน วันนั้นเป็นวันศุกร์ ตรงกับเทพวีนัส 
เห็นจารึกเจาะจงไว้ที่ล้อรถว่า Venus และ Vendredi (คำนี้แปลว่าวันศุกร์)
และยังเจาะจงว่าเป็นเดือนอะไร ปีอะไร ตรงกับราศีอะไร ดวงจันทร์มีลักษณะอย่างไร ตำแหน่งของดาวพระเคราะห์ในระบบสุริยะ(ที่มีถึงดาวพระเสาร์ ตามความรู้ด้านดาราศาสตร์ในยุคนั้น)

หน้าปัดใหญ่ข้างล่างมีตัวเลขโรมันกำกับสิบสองชั่วโมงในซีกซ้ายเริ่มจากข้างล่างหน้าปัดขึ้นไปถึงตำแหน่งเที่ยงวัน และในซีกขวาอีกสิบสองชั่วโมงเริ่มจากตำแหน่งเที่ยงวันลงไปที่ตำแหน่งเที่ยงคืนข้างล่างของหน้าปัด โดยที่ซีกซ้ายบอกเวลากลางวัน มีรูปปั้นผู้หญิงมีรัศมีเหมือนแสงอาทิตย์ออกจากหลังศีรษะเพื่อบอกว่าเธอคือกลางวัน มือหนึ่งถือคันธนู อีกมือหนึ่งถือลูกศรและชี้ไปยังหน้าปัด ส่วนซีกขวามือ รูปปั้นผู้หญิงในเสื้อชุดสีดำประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ มือกำลูกศรไว้แต่มิได้ชี้ไปที่หน้าปัด (เพราะภาพนี้ถ่ายในเวลากลางวัน)  ศีรษะประดับด้วยสัญลักษณ์ดวงจันทร์เสี้ยว  ขอบของหน้าปัดวงใหญ่นี้ ยังจารึกชื่อนักบุญต่างๆติดกันถี่ยิบบนเส้นรอบวงทั้งหมด (ยืนยันค่านิยมของชาวคริสต์ว่ามีนักบุญประจำทุกวันทุกนาทีทุกชั่วโมง) 
             สองข้างหน้าปัดตอนล่าง เห็นภาพวาดบนกำแพง ชายหนุ่มในมุมล่างซ้ายมีแผ่นกระดาษที่ประดับด้วยสัตว์สี่หัวเหมือนเสือดาว มีอักษรกำกับไว้ว่า Graecia (หมายถึงประเทศกรีซ) 
ในมุมล่างขวามือ เป็นทหารโรมัน บนโล่เขียนไว้ว่า Roma มีรูปสัตว์ประดับด้วย (ดูไม่ออกว่าตัวอะไร)  การกำกับชื่อกรีซและโรมานั้น อาจบ่งบอกการสืบทอดขนบเกี่ยวกับกาลเวลาจากทั้งสองอารยธรรมโบราณก็เป็นได้
การเจาะจงรายละเอียดต่างๆนี้ ปรากฏอยู่บนหน้าปัดจำนวนมากที่ประกอบขึ้น  เมื่อมองดูห่างๆจึงยากที่จะนำมาให้เห็นได้ณที่นี่

ตรงพื้นเบื้องหน้าหน้าปัดใหญ่นี้ มีลูกกลมของจักรวาลพร้อมตำแหน่งดวงดาวต่างๆ ตั้งอยู่ด้วย แผ่นกระจกใต้ลูกกลมของท้องฟ้า ส่องให้เห็นว่าภายในมีกลไกที่สลับซับซ้อน และที่น่าจะเกี่ยวกับการเดินของนาฬิกาเรือนใหญ่ด้วย  ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับกลไกการทำงานของนาฬิกานี้ สิ่งที่เขาอธิบายกันจึงเป็นเพียงข้อมูลทั่วไปอย่างย่อๆดังที่ข้าพเจ้าเขียนเล่ามา ผู้รู้จริงๆอาจตายไปแล้ว หรือไม่ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะมายืนอธิบายให้นักท่องเที่ยวฟัง เพราะคงต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักดาราศาสตร์ ไม่ใช่ไกด์สามัญชนที่รู้เพียงงูๆปลาๆพอแก้ขัดเท่านั้น
            มีรายละเอียดอื่นๆที่น่าสนใจที่ไกด์ไม่พูดถึง (ข้าพเจ้าไปยืนดูที่นั่นนานเป็นชั่วโมง และไปดูอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าได้เห็นรายละเอียดปลีกย่อยมากเท่าที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ส่วนจะเข้าใจตลอดหรือไม่นั้น ไม่ใช่ประเด็น เพราะมิได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักดาราศาสตร์  ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่มีไกด์พาไป ไปหยุดดูที่นั่นไม่เกินสิบห้านาที) เช่นซีกซ้ายของนาฬิกา ที่จัดเป็นส่วนสถาปัตยกรรมสามตอนซ้อนกัน ดังรูปข้างล่างนี้
เมื่อขยายใหญ่เพื่อดูว่าเขาวาดภาพใครไว้นั้น ก็พบว่า ในภาพบนสุด เสนอภาพของ Urania (เทพแห่งดาราศาสตร์) กำกับไว้เช่นนั้นเลย ประคองลูกกลมในมือ เป็นท้องฟ้าหรือจักรวาล อีกมือหนึ่งจับวงเวียนที่วางลงบนลูกกลมนั้น เหมือนบอกว่ากำลังกำหนดที่ตั้งหรือเส้นทางโคจรของดวงดาว  บนกำแพงด้านหลังทางซ้าย มีคำเขียนไว้ชัดเจนว่า Geometria (เรขาคณิต) ส่วนบนกำแพงด้านขวามีคำ Architectura ซึ่งเท่ากับยืนยันความสำคัญของเทพธิดาองค์นี้ว่า เป็นผู้กำหนดเส้นทางและตำแหน่งของดวงดาวบนท้องฟ้า โดยปริยายจึงเป็นผู้ดลใจนักดาราศาสตร์ทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคือปโตเลมีดังกล่าวมาข้างต้น และโดยเฉพาะโกแปร์นิกุซ (1473-1543) ผู้วางรากฐานของดาราศาสตร์สมัยใหม่  ไม่ใช่เรื่องบังอิญที่ใต้ภาพลักษณ์ของเทพธิดา Urania คือภาพของโกแปร์นิกุซนั่นเอง ส่วนภาพในสี่เหลี่ยมตอนล่างก็น่าจะเป็นนักดาราศาสตร์ต้นยุคของโลกสมัยใหม่ต่อจากโกแปร์นิกุซ เพราะไม่มีชื่อใดกำกับไว้หรือเพราะชื่อเลือนลางไปแล้ว จึงทำให้คิดไปได้ว่าอาจเป็น Kepler (นักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 1571-1603)  
            ประเด็นสำคัญอยู่ที่อัจฉริยะของผู้สร้างสรรค์ระบบกลไกอัตโนมัติได้อย่างวิเศษและแม่นยำได้ถึงเพียงนั้นในยุคต้นศตวรรษที่ 14 ยุคที่ยังไม่มีระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยเลย  ชาวยุโรปต่างพยายามเนรมิตนาฬิกาดาราศาสตร์ประดับเมืองของพวกเขา เป็นความหลงใหล ความกระหายอยากรู้อยากเรียนเกี่ยวกับโลกและจักรวาล  ที่นำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและวิทยาการทุกชนิดสืบมา  ถึงกระนั้นคนยุคนั้นก็มิได้หลงระเริงจนลืมตัว เห็นได้จากการแทรกคติเตือนใจเป็นมรณานุสติไว้ในการเนรมิตนาฬิกาด้วยเสมอ  เน้นอย่างไม่ลดละถึงการล่วงลับไปของวันเวลา มีโครงกระดูกเตือนให้นึกถึงความตายที่รออยู่ข้างหน้า  ในมุมซอกเล็กๆซอกหนึ่งด้านขวาของนาฬิกาดาราศาสตร์ ยังมีรูปปั้นของเด็กเล็กคนหนึ่งนอนเอามือวางบนหัวกะโหลก เหมือนจะบอกว่า ตั้งแต่เกิด คนต้องหัดอยู่กับความตายหรือมีความตายเป็นเพื่อนข้างกายแล้ว

ดูตัวอย่างการเดินของนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เมืองสตร๊าสบูร์กได้ที่นี่
http://www.youtube.com/watch?v=hSv8dZF-vo8

สวนอังกฤษเกือบทุกแห่งก็ว่าได้ ต้องมีนาฬิกาแบบใดแบบหนึ่ง เพราะไม่มีที่ใดที่การเปลี่ยนแปลงของเวลาจะทิ้งรอยไว้ให้เห็นและแตะต้องได้เหมือนในสวน  สวนอังกฤษมีนาฬิกาแดด (sundial) ประดับอย่างน้อยหนึ่งเครื่อง

ภาพตัวอย่างหน้าปัดนาฬิกาแดดจากสวนพฤษศาสตร์เมือง Christchurch ประเทศนิวซีแลนด์ 
นาฬิกาแดดแบบเรียบง่ายบนขาตั้งอย่างในภาพนี้ จากอุทยาน Harlow Carr ประเทศอังกฤษ
บางทีก็มีรูปปั้นของ Father Time ด้วยที่มักเป็นรูปคนแก่มีปีกถือเคียวด้ามยาว เน้นว่าเวลามาเก็บเกี่ยวทุกอย่างไปรวมทั้งชีวิตพืชพรรณ สัตว์และคน  สวนฝรั่งเศสนั้นไม่มีนาฬิกาแดด อาจมีรูปปั้นแสดงช่วงต่างๆของวันเช่นที่พระราชอุทยานแวร์ซายส์ที่มีประติมากรรมชื่ออรุณรุ่ง (โอกาสหน้าจะนำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง)  สวนอิตาเลียนก็มักมีประติมากรรมเกี่ยวกับเวลาตั้งประดับในสวนด้วย  ประติมากรรมเนื้อหาเวลามีรูปลักษณ์ต่างๆกันไป  อาจเป็นรูปปั้นของ Father Time ติดปีก บ่งบอกว่าเวลาบินหนีเราไปทุกเสี้ยววินาที เช่นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่เมือง Palermo ตอนใต้ของคาบสมุทรอิตาลี มีรูปปั้นของเด็กชายผมหยักศก (หรือ putto ในภาษาศิลปะ) แบก “เวลา” ที่แสดงด้วยรูปลักษณ์เรขาคณิตที่มี ๑๒ หน้า ๓๐ มุม (dodecahedron) แต่ละหน้าเป็นนาฬิกาแดดแบบหนึ่งดังภาพข้างล่างนี้
หรือเป็นรูปของ Father Time ติดปีกแบกนาฬิกาแดด อีกมือหนึ่งจับนาฬิกาทราย เช่นในภาพข้างล่างนี้

อีกแบบหนึ่งที่ไม่เหมือนที่ใดจากอุทยาน Veitshöchheim
ชานเมือง Würzburg ประเทศเยอรมนี
เสนอเป็นภาพของ Father Time กำลังตัดปีกของเทวทูตองค์น้อยที่ร้องประท้วงไม่ยอม
ให้ความรู้สึกว่า แม้แต่เทวทูตก็มีชีวิตที่ถูกกำหนดไว้แล้วเช่นกัน

บนพื้นมีคันธนูและกระบอกลูกธนู ทำให้นึกถึง Cupid  นอกจากนี้ก็มีนาฬิกาทรายทิ้งไว้
เทวทูตองค์น้อยกำลังร้องที่ถูกตัดปีก

สำนึกเกี่ยวกับเวลาในหมู่ชาวตะวันตกเมื่อมองผ่านสิ่งประดิษฐ์หรือศิลปะของพวกเขา จึงคือสำนึกเกี่ยวกับความจำกัดของชีวิตคน มิได้หยุดอยู่เพียงการนัดหมาย หมายกำหนดการว่าต้องทำอะไรเวลานั้นเวลานี้ หรือการประกอบภารกิจประจำวันเท่านั้น แต่ตอกย้ำมรณานุสติ และเน้นความไพศาลของจักรวาลเมื่อคนแหงนหน้ามองดูดวงดาวในท้องฟ้าอันไม่มีขอบเขต  

บันทึกเดินทางของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ ณ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗.

Wednesday, 10 September 2014

นรกและสวรรค์ในวรรณกรรมของดั้นเต้ - Hell and Heavens in Dante's La Divina Commedia


เนื้อหาที่นำมาลงในที่นี้ เป็นส่วนหนึ่งในเรื่อง ระบบจริยธรรมตะวันตก ตัวอย่างจากคริสต์ศิลป์ยุคกลางในยุโรป  ในหนังสือของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์  ชื่อ ยุโรปในมุมมองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์  พิมพ์โดย ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2556. (หน้า 34- 47)

ดั๊นเต้กับมหากาพย์ดีวีนา กมเม่เดีย
              รายการบาปหนาเจ็ดชนิดนี้ที่สันตะปาปาเกรเกอรีที่หนึ่ง (Gregory I) ได้กำหนดไว้ เป็นรายการที่นักเขียนเช่นดั๊นเต้ อ้างถึงในมหากาพย์ดีวีนา กมเม่เดีย(Divina Commedia แต่งในราวปี1307/1312?-1321) มหากาพย์เล่มนี้ เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกตะวันตกตั้งแต่ยุคเรอแนสซ็องส์เป็นต้นมา  ดั๊นเต้ ตั้งชื่อไว้ว่า Commedia  ต่อมา บ็อกกั๊กชีโย (Boccaccio, 1313-1375 นักเขียนอิตาเลียน) ผู้อ่านและวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ เห็นสมควรให้เติมคำ divina เข้าไปข้างหน้าเพื่อเน้นความเลอเลิศดังสวรรค์บันดาลของกวีนิพนธ์ของดั๊นเต้  ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป จึงกลายเป็น ดีวีนา กมเม่เดีย  หรือ มหากาพย์ไตรภูมิของดั๊นเต้  [1]   ในที่นี้เราทำได้เพียงเสนอเนื้อหาย่อๆของวรรณกรรมชิ้นนี้ ด้วยจุดประสงค์เดียวคือ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบาปประเภทต่างๆ ความทุกข์ทรมานของคนบาปหลังความตายในนรก  และรางวัลสำหรับคนดีในสวรรค์ 
              มหากาพย์เรื่องนี้เล่าการเดินทางผจญภัยเชิงสติปัญญาและจิตวิญญาณของกวีที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ  ถ่ายทอดผ่านการเดินทางข้ามโลกสามโลกหรือสามภูมิที่อยู่นอกเหนือโลกที่เราอยู่  ตัวเอกในกวีนิพนธ์ชื่อดั๊นเต้ เหมือนกัน เป็นผู้เดินทางผ่านพิภพ (เขามีอายุ ๓๕ปี ครึ่งหนึ่งของชีวิตหนึ่งตามที่กำหนดในคัมภีร์) เขาเดินหลงอยู่ในป่ามืดแห่งบาป   มี“เหตุผล” ในร่างของมหากวีเวอร์จิล (Virgile หรือ Publius Vergilius Maroในภาษาอิตาเลียน มีชีวิตอยู่ในราวปี 70-19 ก่อนคริสตกาล)[2] มานำทางเขา  มหากวีเวอร์จิล เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของสติปัญญาอันชาญฉลาดและสุขุม  เมื่อเวอร์จิล ตายเขาตกไปอยู่ในนรกชั้นที่หนึ่ง เพราะเขาเกิดก่อนคริสตกาลและไม่มีโอกาสได้เห็นพระเยซูและไม่ได้เข้าพิธีศีลจุ่ม เหมือนวิญญาณอีกหลายๆคนในนั้นที่เคยเป็นคนดีแต่ต้องคร่ำครวญโหยหวนด้วยความปรารถนาอยากเห็นพระเยซูคริสต์
ภาพ 1 แผนผังของไตรภูมิในทัศนคติของดั๊นเต้ บนพื้นฐานความรู้ด้านภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ของยุคศตวรรษที่ 14 ที่ดวงดาวต่างๆหมุนรอบโลก ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็เช่นกัน กวีนิพนธ์ของดั๊นเต้ จึงให้ทั้งแผนที่ของจิตวิญญาณระดับต่างๆและเข็มทิศแห่งจริยธรรมที่ผู้อ่านต้องเลือกเองว่าจะเดินไปบนเส้นทางใด  ภาพจาก http://www.evidenzaliena.wordpress.com  นำมากำกับข้อความเพื่อให้เห็นชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้น
เวอร์จิลพาดั๊นเต้ ลงไปในนรกขุมต่างๆ  คนตายทุกคนต้องไปตามเส้นทางนี้  เป็นทางเดียวที่จะไปถึงสวรรค์ได้  นั่นคือต้องผ่านนรกทั้งเก้าชั้น (Inferno)  ดั๊นเต้ อธิบายว่า ใต้พื้นเมืองเยรูซาเล็ม(ตำแหน่งAในภาพ 1) พื้นที่ตั้งแต่ปากเหวลงไปจนถึงจุดใจกลางโลกคือที่ตั้งของนรก(ตำแหน่งBในภาพ 1)  ภูมิประเทศเป็นหุบเหวลึกลงๆและแคบลงในรูปแบบของกรวยหงาย  ดั๊นเต้ อธิบายว่านรกประกอบด้วยวงแหวนเก้าชั้นซ้อนๆกันลงสู่จุดใจกลางโลกบนเส้นศูนย์สูตรที่แบ่งครึ่งโลก ตรงจุดลึกที่สุดของโลกภาคพื้นดินเป็นที่อยู่ของลูซีเฟอร์หรือซาตาน  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลผ่านเข้าไปในวงแหวนนรกแต่ละชั้นที่ที่คนบาปประเภทต่างๆถูกส่งลงไป ในแต่ละขุมคนบาปถูกทรมานแบบต่างๆที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นผลจากการกระทำบาปในชีวิต  ดั๊นเต้ ได้ให้รายละเอียดของบาปชนิดต่างๆ  เขาได้แจกแจงแบ่งแยกบาปหนักบางประเภทปลีกย่อยลงไปอีก เช่น บาปของผู้กระทำความรุนแรงแบ่งออกเป็นสามชนิด(คือกระทำความรุนแรงต่อเพื่อนบ้าน ต่อตนเองเช่นฆ่าตัวตายและต่อพระเจ้า) บาปของการหลอกลวงแบ่งย่อยลงไปถึงสิบชนิด และบาปของการทรยศแบ่งเป็นสี่ชนิดเป็นต้น สภาพทั่วไปในนรกมืดทึม กลิ่นเหม็นคลุ้ง เสียงร้องกรี๊ดแหลมแสบแก้วหูของคนบาปที่ถูกทรมาน  หลายครั้งที่ดั๊นเต้ เป็นลมสลบไปเพราะความรู้สึกโศกสลดรุนแรงจากการเห็นและการได้สนทนากับวิญญาณบาปทั้งหลายในนรก  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลผ่านลงไปจนถึงจุดที่อยู่ของซาตานและเผชิญหน้ากับซาตาน (ดูรายละเอียดนรกในภาพ2) และหนีออกจากนรก(ตำแหน่งCในภาพ1)
 
วงแหวนนรกเก้าชั้น บาปอะไรไปในขุมนรกใด
ภาพจาก http://www.blog.edidablog.it   
ผู้เขียนนำมากำกับเพื่อเจาะจงชี้แจงให้ชัดเจน
ในภาพ 2 แสดงแผนภูมิที่ตั้งและรายละเอียดของนรกชั้นต่างๆ ที่วิญญาณคนบาปถูกส่งลงไปในวงแหวนนรกที่สมน้ำสมเนื้อกับบาปที่เคยกระทำในชีวิต  ตำแหน่ง A ในภาพ 2 คือที่ตั้งของเมืองเยรูซาเล็ม ตรงกับตำแหน่ง A ในภาพ 1 ข้างต้น ใต้พื้นเมืองเยรูซาเล็มเป็นปากเหวมหึมา ที่ลึกลงๆ  ณตำแหน่ง B ในภาพ 2 เป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างปากทางลงนรกกับนรกชั้นต่างๆ(เรียกว่า Ante-Inferno หรือ Vestibulo เหมือนห้องโถงใหญ่) ทางซ้ายมือเห็นถ้ำมืดสูงเป็นรูปสามเหลี่ยมคือประตูทางลงสู่นรก  เมื่อลงไปใต้พื้น ดั๊นเต้ พบกับวิญญาณของคนจำนวนมาก  เป็นวิญญาณของพวกที่เฉยเมยไม่เข้าร่วมศาสนาใดองค์การใด ไม่เคยนับถือพระเจ้าและก็ไม่เคยต่อต้านซาตาน ตายแล้วถูกส่งไปรวมกันที่นั่น เร่ร่อนไปมาในนั้นตลอดไป ถูกฝูงแมลงวันรุมไต่ตอม ถูกฝูงผึ้งต่อย ถูกบดขยี้ลงอยู่กับพื้นที่มีหนอนยั้วเยี้ยแน่นเต็มไปทั่วที่คอยดูดเลือดและน้ำตาจากวิญญาณเหล่านั้น  ลึกลงจากบริเวณห้องโถงดังกล่าว (ณตำแหน่ง C ในภาพ 2) มีแม่น้ำ อาเก-รนเต(Acheronte)  ริมฝั่งน้ำวิญญาณจำนวนมากยืนรอคอยเรือข้ามฟาก  การนเต้(Caronte) ผู้พิทักษ์นรกคนแรกพายเรือมารับ  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลลงเรือข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ  ที่เป็นที่ตั้งของวงแหวนนรกที่1 เรียกว่านรกลิมโบ(Limbo) มีปราสาทใหญ่น่าเกรงขามตั้งอยู่ นรกขุมนี้เป็นที่รวมวิญญาณของผู้ที่เกิดก่อนคริสตกาลจึงไม่ได้ล้างบาปกำเนิดและไม่เคยรับศีลจุ่ม  เวอร์จิลเองก็อยู่ที่นั่น วิญญาณที่นั่นเคยเป็นผู้มีคุณงามความดี เคยทำงานใหญ่เพื่อมนุษยชาติมาแล้ว จึงได้ไปอยู่ที่นั่น วิญญาณทั้งหลายทุกข์ระทมโหยหาเพราะไม่มีโอกาสชื่นชมบารมีของพระเจ้า 
เมื่อลงไปถึงวงแหวนนรกชั้นที่ 2 ต้องพบกับมีนอส(Minos ผู้พิทักษ์นรกคนที่สอง) ผู้ชั่งบาปและกรรมชั่วที่เคยทำมา แล้วส่งลงไปในนรกขุมต่างๆ  ส่วนวิญญาณที่อยู่ในขุมที่สองนี้ เป็นผู้ทำบาปด้านกามตัณหาแบบต่างๆ  พวกนี้ถูกลมพายุหมุนหอบไป ถูกปั่นหมุนไปมาแล้วถูกเหวี่ยงไปกระทบกำแพงนรกแล้วถูกหอบ ถูกเหวี่ยงกลับไปกลับมาเช่นนี้ไม่หยุด ในฐานที่ไม่สามารถควบคุมกิเลสตัณหาของตนเอง 
วงแหวนนรกชั้นที่ 3  เป็นที่อยู่ของพวกตะกละ ที่นี่มีทั้งฝน หิมะและลูกเห็บตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืนท่วมนองพื้นที่เป็นโคลนตมเหม็นคลุ้ง  วิญญาณต้องวิ่งไปรอบๆเหวลึกเพื่อหนีเล็บแหลมคมของปีศาจสามหัวเซร์เบรุส(Cerberus) ผู้พิทักษ์นรกชั้นนี้ที่คอยกวดตะครุบวิญญาณไปกัดแทะ
วงแหวนนรกชั้นที่ 4  เป็นที่รวมวิญญาณบาปของพวกตระหนี่และพวกสุรุ่ยสุร่าย (ดั๊นเต้ เน้นเจาะจงกลุ่มสันตะปาปา นักบวชและคาร์ดินัลทั้งหลาย ที่บริหารจัดการทรัพย์สินขององค์การศาสนาอย่างผิดๆเพราะความตระหนี่หรือเพราะความสุรุ่ยสุร่าย)  วิญญาณในนรกชั้นนี้ถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องเข็นก้อนหินขนาดมหึมาเข้าหากัน บดขยี้กันเองไม่หยุดหย่อน  ต่างด่าทอกันและกันเสียงแซดไปทั้งนรก 
วงแหวนนรกชั้นที่ 5  เป็นที่ตั้งของแม่น้ำสติ๊ค(Styx หรือ Stigeในภาษาอิตาเลียน) รวมวิญญาณบาปของความโกรธ พวกโมโหร้าย กับบาปของความเกียจคร้าน เฉยเมยและซึมเศร้า วิญญาณถูกกดจมในแม่น้ำสติ๊ค ต่างตะเกียกตะกาย ต่อสู้กัน กัดกันอย่างเหี้ยมโหด ส่วนพวกเกียจคร้านจมอยู่ในกองโคลนเหม็นเน่า ลุกไม่ขึ้นและลุกไม่ได้ไปชั่วนาตาปี 
วงแหวนนรกชั้นที่ 6  เป็นที่รวมวิญญาณของผู้เคยคลุ้มคลั่งในลัทธินอกรีตอื่นๆ  ถูกเผาไหม้จนเป็นจุณ สิ้นซากทั้งร่างและวิญญาณ แต่การทรมานยังไม่หมดสิ้น เพราะขี้เถ้าของคนบาปกลับรวมตัวกันใหม่แล้วถูกเผาอีกจนเป็นจุณแล้วรวมตัวขึ้นใหม่เป็นเช่นนี้ไปชั่วกาลนาน
จากนรกขุมที่หกไปยังวงแหวนนรกชั้นที่ 7  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลต้องปีนไต่สันเขาลาดชันลงไปไกลกว่าจะถึง (ตำแหน่ง 7) เป็นที่รวมวิญญาณของผู้เคยกระทำความรุนแรง เหล่าวิญญาณอยู่ในแม่น้ำเลือดที่เดือดพล่านตลอดเวลา  นรกขุมนี้มีสามหลุมใหญ่ หลุมแรกสำหรับผู้กระทำความรุนแรงต่อเพื่อนบ้านเช่นฆาตรกร โจรเป็นต้น วิญญาณถูกปีศาจเซ็นทอร์(Centaur ครึ่งม้าครึ่งคน) ยิงด้วยธนูเจ็บปวด แล้วถูกนำไปต้มในหนองน้ำของเลือดที่เดือดพล่าน  หลุมที่สองเป็นป่าใหญ่มืดแปดด้าน มีต้นไม้ใบไม้สีดำ กิ่งหงิกๆงอๆแปลกๆและเป็นพิษ  สำหรับผู้เคยทำบาปรุนแรงต่อตนเองเช่นฆ่าตัวตาย ผลาญเงินทองมรดกของตนเป็นต้น ในนรกหลุมนี้มีฮาร์ปีส์(harpies ร่างและอุ้งเท้าเป็นนก หัวเป็นผู้หญิง) และฝูงสุนัขตัวเมียสีดำสนิทเฝ้าดูแลอยู่  วิญญาณที่ถูกส่งมาที่นี่ถูกแปลงร่างให้เป็นกิ่งไม้หนึ่งกิ่งที่เจริญผลิใบขึ้นเป็นต้นไม้ในป่านรกขุมนั้น  ทันทีที่มีใบผลิออกมา เหล่าฮาร์ปีส์รุมกันเข้าทึ้งกินใบอย่างตะกรุมตะกราม สร้างความเจ็บปวดไม่สิ้นสุดแก่วิญญาณต้นไม้เหล่านั้น วิญญาณใดที่หลุดจากต้นไม้ก็จะถูกฝูงสุนัขไล่กวดถูกกัดถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  วิญญาณเหล่านี้จักไม่มีวันคืนกลับสู่ร่างเดิมแม้ในวันพิพากษาสุดท้าย ในฐานที่ได้ทำลายชีวิตตนเองและจะไปปรากฏเบื้องหน้าพระเจ้าในร่างล่อนจ้อนเหมือนหนอนและต้องลากศพของตัวเองไปแขวนไว้บนกิ่งหนามแหลมของผู้ต้องโทษ  และหลุมที่สาม เป็นทะเลทรายสุดสายตา สำหรับผู้กระทำรุนแรงต่อพระเจ้า ต่อธรรมชาติ(การมีรักร่วมเพศเดียวกัน-sodomites) และต่อศิลปะ รวมทั้งผู้ที่หยาบโลนดูถูกดูหมิ่นศาสนา ผู้ที่พูดเสียดสีพระเจ้า และผู้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยแพง(!)  บนพื้นทะเลทรายนั้นวิญญาณนอนบ้าง นั่งชันเข้า หรือเดินไปไม่รู้หยุด ทั้งหมดถูกห่าฝนที่ตกเป็นเปลวไฟที่ไม่เคยดับ เผ่าไหม้มิหยุดหย่อน 
จากวงแหวนนรกขุมที่เจ็ดต้องไต่ลงในหุบเหวลาดชันอีก ดั๊นเต้ และเวอร์จิลต้องขี่หลังปีศาจลงไปถึงวงแหวนนรกชั้นที่8  เป็นที่รวมวิญญาณของคนหลอกลวง คดโกง ทุจริต ขี้ขโมย ฉ้อราษฎร์บังหลวง ประจบสอพลอ โกหกพกลม แม่มดหมอผี ผู้ขายความยุติธรรม ก่อความวุ่นวายแตกแยกในสังคมฯลฯ  นรกขุมนี้แบ่งออกเป็นหลุม10 ชั้นลึกลงไปสู่ใจกลางโลก วิญญาณทั้งหลายถูกรุมทำร้ายเฆี่ยนโบยทนทุกข์ทรมานแบบต่างๆไม่มีวีนสิ้นสุด เช่นพวกประจบสอพลอถูกกดจมในหลุมอุจจาระ  พวกแม่มดหมอผีมีหัวหันกลับไปด้านหลังของตัวและถูกบังคับให้เดินถอยหลังชั่วฟ้าดินสลาย  พวกขโมยร่างเปล่าเปลือยถูกบังคับให้วิ่งไปในความมืดชั่วกาลนาน หนีฝูงงูที่เลื้อยตามไม่ลดละ พวกที่ก่อความแตกแยก ถูกคว้านตับไตไส้พุงออก แผลเหวะหวะ เมื่อแผลหาย จะถูกปีศาจตนหนึ่งคว้านท้องใหม่ เจ็บแล้วเจ็บเล่าไปชั่วกัลปาวสานเป็นต้น  ตรงฐานของนรกชั้นที่แปดนี้เป็นบ่อใหญ่ที่อยู่ของพวกยักษ์  ออกจากวงแหวนนรกขุมที่แปดจึงต้องเผชิญกับฝูงยักษ์
แต่ดั๊นเต้ และเวอร์จิลก็เอาตัวรอดไปถึงวงแหวนนรกชั้นที่ 9 ที่เป็นนรกขุมสุดท้าย ที่รวมวิญญาณของพวกทรยศสี่ประเภท ทรยศต่อญาติพี่น้องหนึ่ง ต่อชาติหนึ่ง ต่อเจ้าของบ้านผู้ให้ที่พักที่กินหรือต่อแขกผู้มาอยู่ใต้ชายคาบ้านตนหนึ่ง และต่อพระเจ้าอีกหนึ่ง  วิญญาณทั้งหมดถูกฝังจมในทะเลน้ำแข็งที่ใสเหมือนแก้วเจียระไน มิอาจกระดุกกระดิกตัว หนาวยะเยือกกระทั่งลมหายใจหรือน้ำตากลายเป็นน้ำแข็งทันทีและปิดทับบนหน้า  บ้างถูกกดฝังลงในน้ำแข็งจนถึงคอ บ้างถูกฝังด้วยการเอาหัวทิ่มลงไปจนถึงน่อง  ในนรกขุมที่เก้านี้ณจุดที่ลึกที่สุดเป็นที่อยู่ของลูซีเฟอร์(ซาตาน) (ตำแหน่ง D) เป็นจุดใจกลางโลกบนเส้นศูนย์สูตร  ตามความรู้ในยุคนั้น แผ่นดินโลกสิ้นสุดลงณเส้นศูนย์สูตรนั้น โลกอีกครึ่งหนึ่งเป็นผืนน้ำอันไพศาล 
 
        ดั๊นเต้กับเวอร์จิลหนีออกจากนรกขุมที่ 9 ด้วยการไต่ไปบนหลังตลอดร่างของซาตาน ผ่านจุดใจกลางโลก ผ่านครึ่งโลกที่เป็นน่านน้ำไปขึ้นฝั่งบนเกาะกลางมหาสมุทร เป็นฝั่งเชิงเนินเขาสูงแห่งแดนปูร์กาโตรีโย (Purgatorio ที่ชำระล้างคนบาปให้กลับบริสุทธิ์ ณตำแหน่งDในภาพ1) เป็นดินแดนที่วิญญาณคนตายผู้เคยทำบาปชนิดต่างๆไปคอยที่นั่น เมื่อดั๊นเต้ ไปถึงเป็นเช้าวันอีสเตอร์และได้เห็นกลุ่มดาวสี่ดวงบนท้องฟ้า   แดนชำระฯนี้เป็นภูเขาสูงแบ่งเป็นเจ็ดชั้นเจ็ดระดับ วนขึ้นในแบบของกรวยคว่ำ วิญญาณแต่ละคนถูกส่งไปอยู่ในชั้นที่เหมาะกับบาปที่เคยทำ(ดูรายละเอียดในภาพ3) และหลังจากรู้สำนึกผิดก็ยังต้องวนเวียนอยู่ในนั้นอีกร้อยๆพันๆปี กว่าจะมีโอกาสรับการชำระล้างตัวให้บริสุทธิ์ แล้วจึงอาจปีนภูเขาแห่งแดนชำระฯวนขึ้นไปจนถึงชั้นที่เจ็ดและออกไปสู่แดนสวรรค์บนดิน(Paradiso Terrestre ณตำแหน่งEในภาพ 1) ดั๊นเต้ ได้ยินเสียงร้องเพลงสรรเสริญคุณธรรมที่ตรงข้ามกับบาปที่วิญญาณในแต่ละระดับได้เคยทำไว้  วิญญาณที่รู้สำนึกแล้วและท่องสรรเสริญคุณธรรมที่พวกเขาไม่เคยทำในชีวิต  เหมือนตอกย้ำความเสียใจและสำนึกผิด   ณจุดนั้น ความฉลาดสุขุมของคนหมดความหมายลง  เวอร์จิลจึงทำหน้าที่ต่อไม่ได้ เขาเลือนลับหายไป  สติปัญญาจึงยังไม่เพียงพอที่จะช่วยดั๊นเต้ ไปสู่สวรรค์หรือไปชมราศีพระเจ้าได้  ต้องเป็นความศรัทธาเท่านั้น  ตอนนั้นเองที่ เบียทริซ(Beatrice)[3] มาปรากฏตัว นางเป็นสัญลักษณ์ของศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า  ความศรัทธาเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์ไปถึงพระเจ้าได้  เบียทริซเข้ามาเป็นผู้นำทางให้ดั๊นเต้  และพาเขาหลุดจากแดนชำระฯไปสู่แสงสว่างในสวรรค์ชั้นฟ้า(Paradiso)
            สวรรค์แบ่งออกเป็นเก้าชั้น(ตำแหน่ง 1-9 ในภาพ1) เป็นท้องฟ้าเก้าระดับที่สูงใหญ่กว้างออกไปเรื่อยๆและเรียงกันเป็นชั้นๆเหมือนวงแหวนท้องฟ้า  ตรงข้ามกับนรก สวรรค์คือแสงสว่าง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้อบอวลไปทั่ว เสียงดนตรีและเสียงเพลงเสนาะหูเพลิดเพลินใจ  วิญญาณคนดีผู้ได้รับพร(the blessed) ที่อยู่ในสวรรค์ปรากฏให้ดั๊นเต้ เห็นเป็นแสงสว่าง และความกระจ่างพร่างพรายตาของแสงคือการแสดงออกของความปลื้มปิติของดวงวิญญาณ   วงแหวนท้องฟ้าแต่ละวงเป็นที่ตั้งของดวงดาวสำคัญดวงหนึ่ง ที่เรียงกันตามลำดับดังจะกล่าวต่อไป วงแหวนที่ตั้งของดวงดาวยังเป็นที่สถิตของ "เทวทูต" [4] ที่ก็แบ่งเป็นหลายกลุ่มตามหน้าที่ที่ได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า จึงนำมาแทรกไว้ด้วยกัน ดังนี้  
1.ดวงจันทร์ วงแหวนชั้นนี้ มีโซนท้องฟ้าเป็นไฟ ที่เทียบได้กับความร้อนแรงของวิญญาณสำนึกของคนที่กำลังมุ่งสู่พระเจ้า เป็นที่สถิตของเหล่าเทวทูตกลุ่มAngels ผู้ทำหน้าที่เฉาะกิจตามที่พระเจ้าบัญชา
2. ดาวพุธ วงแหวนชั้นนี้เป็นที่สถิตของเหล่าเทวทูตArchangels ผู้ทำหน้าที่นำข่าวหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าไปเปิดเผยให้คนรู้และเข้าใจ เป็นเทวทูตที่หลายคนคุ้นเคย มีสามองค์ชื่อ Raphael, Gabriel และMichael.
3.ดาววีนัส(ดาวศุกร์) เป็นที่สถิตของเหล่าเทวทูต Principalities ผู้สอนให้คนรู้จักเคารพนับถือผู้ที่อยู่เหนือกว่าเรา ผู้ที่ควรนับถือ
4.ดวงอาทิตย์(ยุคนั้นเชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นดาวดวงหนึ่งที่หมุนรอบโลก) เป็นวงแหวนที่สถิตของเหล่าเทวทูต Powers ผู้ที่ขับไล่อำนาจของลมและความชั่วร้าย 
5.ดาวอังคาร วงแหวนชั้นนี้เป็นที่สถิตของเทวทูต Virtues ผู้แสดงปาฏิหาริย์ต่างๆตามพระบัญชาของพระเจ้า
6.ดาวพฤหัส วงแหวนนี้เป็นที่สถิตของเทวทูตDominations ผู้สอนให้รู้จักปกครองคนที่อยู่ใต้อำนาจเรา สอนให้เป็นนายที่ดีเป็นต้น 
7.ดาวเสาร์ วงแหวนชั้นนี้เป็นที่สถิตของเทวทูตThrones เป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินและพิพากษาในนามของพระเจ้า
8.ในวงแหวนท้องฟ้าที่แปดเป็นที่ตั้งของดวงดาวอื่นๆที่นิ่งอยู่ณตำแหน่งหนึ่ง เต็มท้องฟ้า(Cielo Stellato) เป็นที่สถิตของเทวทูต Cherubim ผู้ปกป้อง ติดตามเอาใจใส่ เฝ้าและดูแลสวรรค์ ต่อมาเทวทูตกลุ่มนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้แต่งคัมภีร์สี่คน ตามที่จอห์นเล่าไว้ในอโปกาลิปส์
และ 9.พรีโม โม้บิเล(Primo Mobile) เป็นวงแหวนท้องฟ้าชั้นที่สะอาดโปร่งใสไร้อณูหรือเมฆหมอกใด เหมือนแก้วผลึกเนื้อดี  เป็นวงแหวนท้องฟ้าที่เคลื่อนไหวด้วยพลังความรักของพระเจ้า และโดยปริยายเท่ากับสวรรค์ชั้นนี้ควบคุมการหมุนของสวรรค์ชั้นล่างๆลงไป  “เวลา” เริ่มต้นในสวรรค์ชั้นนี้  เป็นวงแหวนที่สถิตของเทวทูต Seraphim ผู้อยู่ล้อมรอบบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นเทวทูตนักดนตรีและนักร้อง ร้องเพลงสรรเสริญด้วยเสียงดังกังวานไปทั่วจักรวาล ภาพลักษณ์ของเทวทูตกลุ่มนี้ดูจะเป็นที่คุ้นเคยสายตาเรามากที่สุด มีปีกสามคู่ มักเห็นรอบๆพระเจ้าในจิตรกรรมศาสนาทั้งหลาย มีใบหน้าเด็กติดปีกสามคู่
           เมื่อดั๊นเต้ และเบียทริซไปถึงสวรรค์ชั้นที่เก้า ดั๊นเต้ เห็นจุดสว่างไสวที่มีวงแหวนแสงสว่างเก้าวงล้อมรอบ จุดสว่างนั้นคือพระเจ้าและวงแหวนแสงเก้าวงที่ใกล้พระเจ้านั้นคือพลังจากพระองค์ ในแต่ละวงแหวนแสงนั้นเป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพดังกล่าวมาข้างต้น  การแบ่งวงแหวนท้องฟ้านี้เป็นไปตามทฤษฎีดาราศาสตร์ของปโตเลมี(Ptolemaios ในภาษากรีก มีชีวิตในราวปี 90-168 ก่อนคริสตกาล เป็นนักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์และนักภูมิศาสตร์)[5]
            ในท้องฟ้าแต่ละชั้น เป็นที่รวมของผู้ไม่เคยทำบาปและทำแต่กรรมดี  ผู้ที่ยึดหลักคุณธรรม(ความสุขุมรอบคอบ-Prudence, ความยุติธรรม-Justice, การรู้จักควบคุมตน-Temperance, และความกล้าหาญที่รู้จักอดทาและอดกลั้น-Fortitude) ตั้งแต่สองสามคุณธรรม และ/หรือยึดหลักคุณธรรมศาสนา(ศรัทธาในพระเจ้า-Faith, ความหวังในพระเจ้า-Hope, และความรักในพระเจ้า-Charity) ผู้ที่สั่งสมคุณธรรมไว้มากเพียงใดหรือได้ครบทั้งเจ็ดประการ ย่อมขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ชั้นสูงๆขึ้นไป  เมื่อดั๊นเต้ไปถึงสวรรค์ชั้นที่แปด เหล่าอัครสาวก(ปีเตอร์ เจมส์ และจอห์น)ได้ตั้งซักถามดั๊นเต้ เพื่อทดสอบความเข้าใจของเขา  ดั๊นเต้ ตอบได้ถูกใจทุกคำถาม  เมื่อผ่านจากท้องฟ้าชั้นที่เก้า ดั๊นเต้ ได้เห็นวงแหวนสวรรค์ที่อยู่ของเหล่าเทวทูตทั้งหลายที่ล้อมรอบสวรรค์  ถึงบริเวณสวรรค์เอ็มปีเรโอ(Empireo ณตำแหน่ง10ในภาพ 1) เป็นดินแดนแห่งความสงบและแสงสว่าง  ดั๊นเต้ สุดปลาบปลื้มและตื้นตันที่ได้เห็นแสงสว่างอันบรรเจิดที่มองดูคล้ายดอกกุหลาบสีขาวดอกมหึมา (Rosa dei Beati) และที่อาจเทียบได้กับหน้าต่างกระจกสีวงกลมเหมือนดอกกุหลาบบานดอกใหญ่(rose windows)ที่ประดับโบสถ์กอติคด้านทิศเหนือและทิศใต้ของโบสถ์น็อตเตรอดามแห่งปารีส  บนสวรรค์ชั้นเอ็มปีเรโอนี้ ดั๊นเต้ ได้เห็นวิญญาณทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระเจ้าปรากฏตัวในร่างของคน(จนถึงสวรรค์ชั้นนั้น วิญญาณคนดีทั้งหลายปรากฏเป็นแสงสว่าง ส่วนในนรกและแดนชำระฯนั้น ดั๊นเต้ ได้เห็นแค่เงาดำๆ)   ตรงกลางของดอกกุหลาบสวรรค์นี้เป็นที่ประทับของพระแม่มารีและมีวิญญาณของเหล่าคนดีทั้งหญิงและชายทั้งจากคัมภีร์เก่าและใหม่ รวมทั้งอัครทูตจอห์นและนักบุญต่างๆนั่งห้อมล้อมลดหลั่นเป็นชั้นๆเหมือนกลีบดอกกุหลาบที่บานแทรกซ้อนกันอย่างสวยงาม  ที่นั่นเบียทริซผละจากดั๊นเต้ ไปนั่งณตำแหน่งหนึ่งในดอกกุหลาบสวรรค์นั้นและนักบุญแบร์นาร์ดเดอแกลร์โวส์ (Bernard de Clairvaux, 1091-1153 นักบวชชาวฝรั่งเศส บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในคริสตจักรยุคนั้น)[6] มาปรากฏตัวเพื่อนำทางดั๊นเต้ สู่อาณาจักรของพระเจ้า  นักบุญแบร์นาร์ดสวดวิงวอนขอให้พระแม่มารีช่วยดั๊นเต้ ให้ได้ “เห็น” พระคริสต์และให้พลังสติปัญญาแก่ดั๊นเต้ สำหรับไปเขียนเล่าการเดินทางผ่านไตรภูมิของเขาเมื่อกลับคืนไปสู่โลก  ในที่สุดดั๊นเต้ ได้เห็นแสงสว่างของพระเจ้า-ใจกลางของจักรวาล(ตำแหน่ง11ในภาพ 1) ได้เห็นและ “รู้แจ้ง” ในความเป็นตรีเอกานุภาพของพระองค์ผู้มี “ ความรักที่ขับเคลื่อนดวงอาทิตย์และดวงดาวได้ทั้งหมด ” (Paradiso: Canto XXXIII)
 
ภาพ 3 แสดงรายละเอียดระดับชั้นบนภูเขาแห่งแดนชำระล้างบาปหรือปูร์กาโตรีโอ (Purgatorio)  ซึ่งเป็นเกาะลอยอยู่กลางผืนน้ำอันไพศาล  ตรงกับตำแหน่ง D ในภาพ 1  ตรงฐานเห็นประตูทางเข้า วิญญาณบาปถูกส่งไปในระดับต่างๆ ยังต้องถูกทรมานต่ออีกนานกว่าจะรู้จักสำนึกผิดอย่างแท้จริงจึงจะได้รับการชำระล้างวิญญาณจนบริสุทธิ์  จากระดับต่ำที่สุด (1ในภาพ 3) สำหรับบาปของความหยิ่งยะโส(Superbia)
ระดับ 2 สำหรับบาปของความอิจฉาริษยา(Invidia)
ระดับ 3 สำหรับบาปของความโกรธ(Ira)
ระดับ 4 สำหรับบาปของความเกียจคร้าน(Acedia)
ระดับ5 สำหรับบาปของความตระหนี่และความสุรุ่ยสุร่าย(Avaritia&Prodigia) ระดับ 6 สำหรับบาปของความตะกละ(Gula)
และระดับ7 ที่สูงที่สุด  สำหรับบาปของกามตัณหา(Luxuria)
พ้นระดับที่เจ็ดถึงแดนสวรรค์บนดิน (Paradiso Terrestre) ตรงกับตำแหน่ง E ในภาพ 3 ดั๊นเต้ พบเบียทริซที่นี่ (ภาพจาก www2.bc.edu นำมาประกอบตัวเลข) วิญญาณในแดนชำระฯ และเทวทูตผู้เฝ้าดูแลในนั้น ต่างร้องเพลงสรรเสริญคุณธรรมต่างๆที่วิญญาณเหล่านั้นไม่เคยได้ทำ และที่นั่นพวกเขาเริ่มสำนึกผิดแล้ว
ใครบ้างที่ผ่านเข้าไปอยู่ในสวรรค์[7]
ดั๊นเต้ จัดไว้ดังนี้คือ  สวรรค์ชั้นที่หนึ่ง(ดวงจันทร์) สำหรับผู้ที่เคยสาบานตนต่อพระเจ้าแต่ภายหลังได้ผิดคำสาบานเหมือนดวงจันทร์ที่มิได้คงที่ถาวรเพราะมีข้างขึ้นแล้วข้างแรม  
สวรรค์ชั้นที่สอง(ดาวพุธ) สำหรับคนดีแต่ยังมีความทะเยอทะยานในลาภยศสรรเสริญ มากกว่าจะมุ่งสู่พระเจ้า 
สวรรค์ชั้นที่สาม (ดาวศุกร์หรือดาววีนัส) สำหรับคนดีที่มีความรัก แต่เป็นความรักที่ยังคงมุ่งในสิ่งอื่นแทนความรักในพระเจ้า 
สวรรค์ชั้นที่สี่ (ดวงอาทิตย์) สำหรับผู้ที่ไม่ประมาท ความฉลาดทำให้นำไปสู่คุณธรรมอื่นๆ
สวรรค์ชั้นที่ห้า (ดาวอังคาร) สำหรับชายนักสู้ผู้มีกำลังอำนาจและตายเพื่อกู้ศาสนา 
สวรรค์ชั้นที่หก (ดาวพฤหัส) สำหรับบุคคลที่รักษาความยุติธรรม 
สวรรค์ชั้นที่เจ็ด (ดาวเสาร์) สำหรับผู้ที่อยู่ในความพอดีพอเพียง นักบวชที่อดทนถือศีลภาวนา 
สวรรค์ชั้นที่แปด (ดาวที่อยู่นิ่ง) สำหรับผู้มีคุณธรรมศาสนา(มีศรัทธา ความหวังและความรักในพระเจ้า) จึงเป็นตัวแทนของชัยชนะของศาสนา เป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ สะอาดจากบาปชนิดต่างๆ 
และสวรรค์ชั้นที่เก้า (Primo Mobile) สำหรับเหล่าเทวทูต ผู้ไม่เคยมีบาปใดๆมาทำให้ด่างพร้อย 
เหนือสวรรค์ทั้งเก้าคือสวรรค์ชั้นเอ็มปีเรโอ(Empireo) ที่สถิตของ “แก่นแท้ของพระเจ้า” 
        บนเส้นทางผ่านไตรภูมิของดั๊นเต้  แต่ละชั้นแต่ละขุมดั๊นเต้ และเวอร์จิลพบบุคคลคนดังคนเลวทั้งในสังคมก่อนคริสตกาลเช่นในกรีซโบราณ และบุคคลในสังคมโรมันและสังคมอิตาเลียนตั้งแต่คริสตกาลถึงยุคร่วมสมัยกับดั๊นเต้   ดั๊นเต้ได้โอกาสซักถามและสนทนากับวิญญาณในแต่ละภูมิที่เขาได้ผ่านเข้าไปเช่นกับวิญญาณบรรพบุรุษต้นตระกูลของดั๊นเต้  เล่าถึงการพบปะการถูกซักถามจากวิญญาณของอัครสาวก นักบุญนักบวช  เขาได้ถ่ายทอดความคิดและพฤติกรรมของบุคคลต่างๆในอดีตในดีวีนา กมเม่เดีย   เช่นนี้เท่ากับว่าดั๊นเต้ ตีแผ่เปิดเผยความจริงที่เขารู้ ความไม่ดีไม่ถูกต้อง คำอธิบายจากวิญญาณว่าทำไมจึงได้ทำบาปนั้นๆ หรือสรรเสริญความดีงามของวิญญาณในสวรรค์ รวมทั้งจดจำคำเตือนจากวิญญาณในภูมิทั้งสามสู่ชาวโลก  เขากล้าพูดกล้าวิจารณ์โดยไม่ไว้หน้าใครเลย   ดั๊นเต้ ได้พรรณนาสภาพของนรก แดนชำระฯและสวรรค์แต่ละชั้นอย่างละเอียดลออ  ภาพของนรกและความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่วิญญาณคนบาปต้องทนไปชั่วฟ้าดินสลาย  ชาวอิตาเลียนติดตามอ่านกวีนิพนธ์ของดั๊นเต้   มีการวิพากษณ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  มีทั้งสะใจสมน้ำหน้าที่บุคคลหลายคนในวงการศาสนาและการเมืองถูกประณามอย่างตรงไปตรงมาในกวีนิพนธ์ของดั๊นเต้  แต่ก็มีหลายคนที่โกรธเคืองดั๊นเต้  
           การที่ดั๊นเต้ ใช้คำว่า กมเม่เดีย (Commedia ที่แปลว่า สุขนาฏกรรม) แม้ว่าสองในสามของเนื้อหาเกี่ยวกับความโศกสลด ความทุกข์ทรมานของคนบาปจำนวนมากในนรก  แต่กวีนิพนธ์จบลงในสุขคติ ในการได้ “เห็น”บารมีอันงามเลอเลิศของพระเจ้า  นักวิจารณ์กล่าวว่าวิธีการประพันธ์ของดั๊นเต้  เป็นตัวอย่างสุดยอดของการใช้วัจนลีลาอันหลากหลาย เป็นตัวอย่างของกาพย์กลอน ของบทละครเร้าอารมณ์  ของบทพรรณนาเชิงเปรียบ(ด้านสังคมและการเมืองที่กำลังคุกกรุ่นในยุคนั้น) หรือของบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง(เมื่อเกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร์และในคัมภีร์) เป็นต้น   ทั้งหมดรวมกันในเอกภาพที่สมดุลและมีน้ำหนัก  ที่ชี้ให้เข้าใจว่า ดั๊นเต้ มีแรงบันดาลใจที่ไม่ถดถอยตั้งแต่ต้นจนจบ   นักวิจารณ์สรุปว่า วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นอาหารแห่งชีวิต   เป็นความอลังการของ “ โบสถ์กอติคหลังสุดท้ายของโลก”
---------------------------------------------------- 
[1]   มหากาพย์ไตรภูมิของดั๊นเต้ มิได้เป็นเพียงการผจญภัยของจิตวิญญาณของคนๆหนึ่ง เพราะกวีเป็นตัวแทนของมนุษยชาติทั้งหมด เบื้องหน้าระบบระเบียบของโลกทุกชั้นทุกภูมิ ชี้ให้เห็นตำแหน่งของคนในระบบดังกล่าว
[2]  ทำไมดั๊นเต้ เลือกเวอร์จิลเป็นผู้นำทางในนรกภูมินั้น เพราะเวอร์จิลเป็นกวีในโลกโบราณที่ดั๊นเต้ ยกย่องมากกว่ากวีผู้ใด  เวอร์จิลได้ประพันธ์มหากาพย์เรื่อง Aeneid [อีนีด]จากตำนานการสถาปนาของกรุงโรม เนื้อหาในเล่มที่หกของวรรณกรรมนั้นเล่าถึงการเดินทางผ่านลงไปใต้พิภพ  เวอร์จิลจึงเป็นผู้นำทางให้ดั๊นเต้ ได้เพราะรู้เส้นทางในนรกแล้ว  เท่ากับว่าดั๊นเต้ ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลจากวรรณกรรมของเวอร์จิลมาช่วยในการประพันธ์กาพย์ไตรภูมิของเขาเองสิบสองศตวรรษต่อมา 
[3] ดั๊นเต้ ได้เจาะจงเขียนอุทิศกวีนิพนธ์ตอนสวรรค์(Paradiso) ให้แก่เบียทริซ ปอร์ตีนารี(Beatrice Portinari, 1265-1290) สตรีชาวอิตาเลียนที่ดั๊นเต้ ได้เห็นเมื่อเขาอายุเก้าขวบ และนางได้ดลใจดั๊นเต้ จนกลายเป็นความรักอันยั่งยืนในใจ  ดั๊นเต้ได้เห็นนางอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาอายุสิบแปด เขายังมองนางเหมือนเทพธิดาผู้ดลใจให้เขาประพันธ์บทกวี   เขาได้แต่งบทกวีให้นางสองเรื่อง  เบียทริซแต่งงานในปี 1288 (กับคนอื่นเพราะจริงๆแล้วดั๊นเต้ รู้จักเบียทริซเพียงผิวเผินในงานสังคมเท่านั้น) และเสียชีวิตในปี 1290  ดั๊นเต้ พิจารณาความรักในใจที่มีต่อนางว่าเป็นแหล่งพลังที่ทำให้เขาหลุดจากการปักตรึงตนเอง กับความเป็นตัวตนเอง เพื่อมุ่งสู่มิติที่สูงกว่าในโลกที่ตามองไม่เห็น  ในมหากาพย์ไตรภูมิ ดั๊นเต้ แต่งให้เบียทริซ เป็นผู้มานำทางเขาสู่ทางหลุดพ้นและเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า ให้เบียทริซเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธา คุณธรรมที่จะพาชาวคริสต์สู่พระเจ้าได้   ในเรื่อง เบียทริซเป็นผู้อธิบายเองว่า นางเห็นจากสวรรค์ว่าชีวิตของดั๊นเต้ ในโลกเบนออกจากเส้นทางตรงที่ควรไป จึงให้เวอร์จิลไปพาดั๊นเต้ เดินทางผ่านพิภพเพื่อให้การเดินทางและการได้เห็นสภาพความทุกข์ทรมานของวิญญาณบาปในนรกและแดนชำระฯและการได้เห็นสวรรค์ว่ามีแต่ความปลื้มปิติเช่นใด จะพาจิตสำนึกของดั๊นเต้ กลับสู่ความถูกต้องและเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ในที่สุด  ดั๊นเต้ จึงเกิดความตั้งใจและวิงวอนให้วิญญาณของกวีในอดีตที่เขาพบในสองภูมิแรก และยังวิงวินขอให้พระเจ้าช่วยให้เขามีพลังอำนาจทางสติปัญญาและความทรงจำเพียงพอที่จะแต่งและเล่าการเดินทางผ่านไตรภูมิของเขาให้ชาวโลกได้รับรู้
[4] เทวทูตหรือที่เรารู้จักคุ้นเคยที่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า angels นั้น ความจริงเป็นคำเรียกรวมๆและกว้างๆ  ในคติศาสนามีการจัดแบ่งที่สถิตของเทวทูตรอบๆพระผู้เป็นเจ้าตามความใกล้ไกลโดยมีพระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลาง  เทวทูตแต่ละกลุ่มมีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงที่มิอาจให้คำแปลเทียบได้ในภาษาไทย  จึงให้ชื่อเรียกกลุ่มเทวทูตแต่ละกลุ่มเป็นภาษาอังกฤษ  แต่ละกลุ่มมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า   ศิลปินบางคนเสนอรวมตำแหน่งที่สถิตของเหล่าทวยเทพซ้อนเหนือและตรงกับวงแหวนดวงดาวทั้งเก้าชั้น  ในที่นี้เราจึงจัดเรียงที่สถิตของเทวทูตตามวงแหวนดาวในท้องฟ้าจากวงแหวนที่หนึ่งไปยังวงแหวนที่เก้า โดยที่วงแหวนที่เก้าเป็นกลุ่มเทวทูตที่อยู่ใกล้พระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด  ตามด้วยหน้าที่ของเหล่าเทวทูตแต่ละกลุ่ม
[5]  ทฤษฎีของปโตเลมีเป็นข้ออ้างอิงติดต่อกันมาสิบห้าศตวรรษ จนเมื่อโคแปร์นิก (Nikolaj Kopernik, 1473-1543) พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกมิได้นิ่งอยู่กับที่ แต่หมุนไปรอบดวงอาทิตย์ เหมือนดาวพระเคราะห์ดวงอื่นๆที่ก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วย  การค้นพบของโคแปร์นิกส่งผลกระทบมหันต์ต่อระบบความรู้ความเข้าใจของปัญญาชนชาวยุโรป ผู้ตื่นตัวและเริ่มศึกษาค้นหาความจริงด้วยวิทยาศาสตร์และประสบการณ์  นับเป็นจุดหักเหที่นำโลกออกจากยุคกลางสู่ยุคเรอแนสซ็องส์
[6]  แบร์นาร์ดเดอแกลโวส์ เป็นบุคคลสำคัญที่สุดในคริสตจักรยุคนั้น ผู้ก่อตั้งอารามนักบวชที่แกลโวส์ ในปี 1115 กระชับกฎการครองตนของนักบวชตามคติซี้โตส์(Cîteaux)อย่างเคร่งครัด มีส่วนทำให้คริสตจักรกลับเข้มแข็งและขยายออกไปอย่างกว้างขวางในยุโรป  ความตรงและความขยันขันแข็งในการปฏิบัติภารกิจของนักบวชทำให้เป็นที่ปรึกษาของสันตะปาปา ได้รับการยกย่องอย่างสูงในคริสตจักร  เป็นผู้อภิปรายเชิญชวนชาวคริสต์ให้ไปทำสงครามครูเสดครั้งที่สอง  การที่ดั๊นเต้ สร้างให้นักบุญแบร์นาร์ดมาเป็นผู้นำทางไปสู่อาณาจักรของพระเจ้านั้น  มีเหตุผลสนับสนุนอย่างแท้จริง ในฐานะที่นักบุญแบร์นาร์ดได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เคารพบูชาและสรรเสริญพระแม่มารีสูงสุดอย่างมิมีผู้ใดเทียบเท่า และมีส่วนสร้างกระแสความศรัทธาและการเคารพบูชาพระแม่มารีให้แพร่หลายไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของคริสต์ศาสนา  ดังนั้นหากนักบุญแบร์นาร์ดเป็นผู้ขอร้องให้พระแม่มารีช่วยดั๊นเต้ ให้เข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า  พระแม่มารีย่อมไม่ปฏิเสธ
[7] รางวัลของคนที่เคยทำความดีงามในชีวิตและได้ขึ้นไปอยู่สวรรค์นั้น  คือการได้อยู่ในสวรรค์ที่สว่างไสว  กลิ่นหอมอบอวล ของดอกไม้ และมีเสียงดนตรีและเสียงเพลงกังวานเสนาะหู  นอกจากสภาพอันน่าอภิรมย์ดังกล่าว ไม่มีรายละเอียดมากนัก ผู้ใดไปสวรรค์บ้าง 
  
โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ นำลงบล็อกนี้ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๗.