Wednesday, 10 September 2014

นรกและสวรรค์ในวรรณกรรมของดั้นเต้ - Hell and Heavens in Dante's La Divina Commedia


เนื้อหาที่นำมาลงในที่นี้ เป็นส่วนหนึ่งในเรื่อง ระบบจริยธรรมตะวันตก ตัวอย่างจากคริสต์ศิลป์ยุคกลางในยุโรป  ในหนังสือของโชติรส โกวิทวัฒนพงศ์  ชื่อ ยุโรปในมุมมองวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์  พิมพ์โดย ศูนย์ยุโรปศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2556. (หน้า 34- 47)

ดั๊นเต้กับมหากาพย์ดีวีนา กมเม่เดีย
              รายการบาปหนาเจ็ดชนิดนี้ที่สันตะปาปาเกรเกอรีที่หนึ่ง (Gregory I) ได้กำหนดไว้ เป็นรายการที่นักเขียนเช่นดั๊นเต้ อ้างถึงในมหากาพย์ดีวีนา กมเม่เดีย(Divina Commedia แต่งในราวปี1307/1312?-1321) มหากาพย์เล่มนี้ เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกตะวันตกตั้งแต่ยุคเรอแนสซ็องส์เป็นต้นมา  ดั๊นเต้ ตั้งชื่อไว้ว่า Commedia  ต่อมา บ็อกกั๊กชีโย (Boccaccio, 1313-1375 นักเขียนอิตาเลียน) ผู้อ่านและวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ เห็นสมควรให้เติมคำ divina เข้าไปข้างหน้าเพื่อเน้นความเลอเลิศดังสวรรค์บันดาลของกวีนิพนธ์ของดั๊นเต้  ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป จึงกลายเป็น ดีวีนา กมเม่เดีย  หรือ มหากาพย์ไตรภูมิของดั๊นเต้  [1]   ในที่นี้เราทำได้เพียงเสนอเนื้อหาย่อๆของวรรณกรรมชิ้นนี้ ด้วยจุดประสงค์เดียวคือ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบาปประเภทต่างๆ ความทุกข์ทรมานของคนบาปหลังความตายในนรก  และรางวัลสำหรับคนดีในสวรรค์ 
              มหากาพย์เรื่องนี้เล่าการเดินทางผจญภัยเชิงสติปัญญาและจิตวิญญาณของกวีที่เป็นตัวแทนของมนุษยชาติ  ถ่ายทอดผ่านการเดินทางข้ามโลกสามโลกหรือสามภูมิที่อยู่นอกเหนือโลกที่เราอยู่  ตัวเอกในกวีนิพนธ์ชื่อดั๊นเต้ เหมือนกัน เป็นผู้เดินทางผ่านพิภพ (เขามีอายุ ๓๕ปี ครึ่งหนึ่งของชีวิตหนึ่งตามที่กำหนดในคัมภีร์) เขาเดินหลงอยู่ในป่ามืดแห่งบาป   มี“เหตุผล” ในร่างของมหากวีเวอร์จิล (Virgile หรือ Publius Vergilius Maroในภาษาอิตาเลียน มีชีวิตอยู่ในราวปี 70-19 ก่อนคริสตกาล)[2] มานำทางเขา  มหากวีเวอร์จิล เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของสติปัญญาอันชาญฉลาดและสุขุม  เมื่อเวอร์จิล ตายเขาตกไปอยู่ในนรกชั้นที่หนึ่ง เพราะเขาเกิดก่อนคริสตกาลและไม่มีโอกาสได้เห็นพระเยซูและไม่ได้เข้าพิธีศีลจุ่ม เหมือนวิญญาณอีกหลายๆคนในนั้นที่เคยเป็นคนดีแต่ต้องคร่ำครวญโหยหวนด้วยความปรารถนาอยากเห็นพระเยซูคริสต์
ภาพ 1 แผนผังของไตรภูมิในทัศนคติของดั๊นเต้ บนพื้นฐานความรู้ด้านภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ของยุคศตวรรษที่ 14 ที่ดวงดาวต่างๆหมุนรอบโลก ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็เช่นกัน กวีนิพนธ์ของดั๊นเต้ จึงให้ทั้งแผนที่ของจิตวิญญาณระดับต่างๆและเข็มทิศแห่งจริยธรรมที่ผู้อ่านต้องเลือกเองว่าจะเดินไปบนเส้นทางใด  ภาพจาก http://www.evidenzaliena.wordpress.com  นำมากำกับข้อความเพื่อให้เห็นชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้น
เวอร์จิลพาดั๊นเต้ ลงไปในนรกขุมต่างๆ  คนตายทุกคนต้องไปตามเส้นทางนี้  เป็นทางเดียวที่จะไปถึงสวรรค์ได้  นั่นคือต้องผ่านนรกทั้งเก้าชั้น (Inferno)  ดั๊นเต้ อธิบายว่า ใต้พื้นเมืองเยรูซาเล็ม(ตำแหน่งAในภาพ 1) พื้นที่ตั้งแต่ปากเหวลงไปจนถึงจุดใจกลางโลกคือที่ตั้งของนรก(ตำแหน่งBในภาพ 1)  ภูมิประเทศเป็นหุบเหวลึกลงๆและแคบลงในรูปแบบของกรวยหงาย  ดั๊นเต้ อธิบายว่านรกประกอบด้วยวงแหวนเก้าชั้นซ้อนๆกันลงสู่จุดใจกลางโลกบนเส้นศูนย์สูตรที่แบ่งครึ่งโลก ตรงจุดลึกที่สุดของโลกภาคพื้นดินเป็นที่อยู่ของลูซีเฟอร์หรือซาตาน  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลผ่านเข้าไปในวงแหวนนรกแต่ละชั้นที่ที่คนบาปประเภทต่างๆถูกส่งลงไป ในแต่ละขุมคนบาปถูกทรมานแบบต่างๆที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นผลจากการกระทำบาปในชีวิต  ดั๊นเต้ ได้ให้รายละเอียดของบาปชนิดต่างๆ  เขาได้แจกแจงแบ่งแยกบาปหนักบางประเภทปลีกย่อยลงไปอีก เช่น บาปของผู้กระทำความรุนแรงแบ่งออกเป็นสามชนิด(คือกระทำความรุนแรงต่อเพื่อนบ้าน ต่อตนเองเช่นฆ่าตัวตายและต่อพระเจ้า) บาปของการหลอกลวงแบ่งย่อยลงไปถึงสิบชนิด และบาปของการทรยศแบ่งเป็นสี่ชนิดเป็นต้น สภาพทั่วไปในนรกมืดทึม กลิ่นเหม็นคลุ้ง เสียงร้องกรี๊ดแหลมแสบแก้วหูของคนบาปที่ถูกทรมาน  หลายครั้งที่ดั๊นเต้ เป็นลมสลบไปเพราะความรู้สึกโศกสลดรุนแรงจากการเห็นและการได้สนทนากับวิญญาณบาปทั้งหลายในนรก  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลผ่านลงไปจนถึงจุดที่อยู่ของซาตานและเผชิญหน้ากับซาตาน (ดูรายละเอียดนรกในภาพ2) และหนีออกจากนรก(ตำแหน่งCในภาพ1)
 
วงแหวนนรกเก้าชั้น บาปอะไรไปในขุมนรกใด
ภาพจาก http://www.blog.edidablog.it   
ผู้เขียนนำมากำกับเพื่อเจาะจงชี้แจงให้ชัดเจน
ในภาพ 2 แสดงแผนภูมิที่ตั้งและรายละเอียดของนรกชั้นต่างๆ ที่วิญญาณคนบาปถูกส่งลงไปในวงแหวนนรกที่สมน้ำสมเนื้อกับบาปที่เคยกระทำในชีวิต  ตำแหน่ง A ในภาพ 2 คือที่ตั้งของเมืองเยรูซาเล็ม ตรงกับตำแหน่ง A ในภาพ 1 ข้างต้น ใต้พื้นเมืองเยรูซาเล็มเป็นปากเหวมหึมา ที่ลึกลงๆ  ณตำแหน่ง B ในภาพ 2 เป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างปากทางลงนรกกับนรกชั้นต่างๆ(เรียกว่า Ante-Inferno หรือ Vestibulo เหมือนห้องโถงใหญ่) ทางซ้ายมือเห็นถ้ำมืดสูงเป็นรูปสามเหลี่ยมคือประตูทางลงสู่นรก  เมื่อลงไปใต้พื้น ดั๊นเต้ พบกับวิญญาณของคนจำนวนมาก  เป็นวิญญาณของพวกที่เฉยเมยไม่เข้าร่วมศาสนาใดองค์การใด ไม่เคยนับถือพระเจ้าและก็ไม่เคยต่อต้านซาตาน ตายแล้วถูกส่งไปรวมกันที่นั่น เร่ร่อนไปมาในนั้นตลอดไป ถูกฝูงแมลงวันรุมไต่ตอม ถูกฝูงผึ้งต่อย ถูกบดขยี้ลงอยู่กับพื้นที่มีหนอนยั้วเยี้ยแน่นเต็มไปทั่วที่คอยดูดเลือดและน้ำตาจากวิญญาณเหล่านั้น  ลึกลงจากบริเวณห้องโถงดังกล่าว (ณตำแหน่ง C ในภาพ 2) มีแม่น้ำ อาเก-รนเต(Acheronte)  ริมฝั่งน้ำวิญญาณจำนวนมากยืนรอคอยเรือข้ามฟาก  การนเต้(Caronte) ผู้พิทักษ์นรกคนแรกพายเรือมารับ  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลลงเรือข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ  ที่เป็นที่ตั้งของวงแหวนนรกที่1 เรียกว่านรกลิมโบ(Limbo) มีปราสาทใหญ่น่าเกรงขามตั้งอยู่ นรกขุมนี้เป็นที่รวมวิญญาณของผู้ที่เกิดก่อนคริสตกาลจึงไม่ได้ล้างบาปกำเนิดและไม่เคยรับศีลจุ่ม  เวอร์จิลเองก็อยู่ที่นั่น วิญญาณที่นั่นเคยเป็นผู้มีคุณงามความดี เคยทำงานใหญ่เพื่อมนุษยชาติมาแล้ว จึงได้ไปอยู่ที่นั่น วิญญาณทั้งหลายทุกข์ระทมโหยหาเพราะไม่มีโอกาสชื่นชมบารมีของพระเจ้า 
เมื่อลงไปถึงวงแหวนนรกชั้นที่ 2 ต้องพบกับมีนอส(Minos ผู้พิทักษ์นรกคนที่สอง) ผู้ชั่งบาปและกรรมชั่วที่เคยทำมา แล้วส่งลงไปในนรกขุมต่างๆ  ส่วนวิญญาณที่อยู่ในขุมที่สองนี้ เป็นผู้ทำบาปด้านกามตัณหาแบบต่างๆ  พวกนี้ถูกลมพายุหมุนหอบไป ถูกปั่นหมุนไปมาแล้วถูกเหวี่ยงไปกระทบกำแพงนรกแล้วถูกหอบ ถูกเหวี่ยงกลับไปกลับมาเช่นนี้ไม่หยุด ในฐานที่ไม่สามารถควบคุมกิเลสตัณหาของตนเอง 
วงแหวนนรกชั้นที่ 3  เป็นที่อยู่ของพวกตะกละ ที่นี่มีทั้งฝน หิมะและลูกเห็บตกกระหน่ำทั้งวันทั้งคืนท่วมนองพื้นที่เป็นโคลนตมเหม็นคลุ้ง  วิญญาณต้องวิ่งไปรอบๆเหวลึกเพื่อหนีเล็บแหลมคมของปีศาจสามหัวเซร์เบรุส(Cerberus) ผู้พิทักษ์นรกชั้นนี้ที่คอยกวดตะครุบวิญญาณไปกัดแทะ
วงแหวนนรกชั้นที่ 4  เป็นที่รวมวิญญาณบาปของพวกตระหนี่และพวกสุรุ่ยสุร่าย (ดั๊นเต้ เน้นเจาะจงกลุ่มสันตะปาปา นักบวชและคาร์ดินัลทั้งหลาย ที่บริหารจัดการทรัพย์สินขององค์การศาสนาอย่างผิดๆเพราะความตระหนี่หรือเพราะความสุรุ่ยสุร่าย)  วิญญาณในนรกชั้นนี้ถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องเข็นก้อนหินขนาดมหึมาเข้าหากัน บดขยี้กันเองไม่หยุดหย่อน  ต่างด่าทอกันและกันเสียงแซดไปทั้งนรก 
วงแหวนนรกชั้นที่ 5  เป็นที่ตั้งของแม่น้ำสติ๊ค(Styx หรือ Stigeในภาษาอิตาเลียน) รวมวิญญาณบาปของความโกรธ พวกโมโหร้าย กับบาปของความเกียจคร้าน เฉยเมยและซึมเศร้า วิญญาณถูกกดจมในแม่น้ำสติ๊ค ต่างตะเกียกตะกาย ต่อสู้กัน กัดกันอย่างเหี้ยมโหด ส่วนพวกเกียจคร้านจมอยู่ในกองโคลนเหม็นเน่า ลุกไม่ขึ้นและลุกไม่ได้ไปชั่วนาตาปี 
วงแหวนนรกชั้นที่ 6  เป็นที่รวมวิญญาณของผู้เคยคลุ้มคลั่งในลัทธินอกรีตอื่นๆ  ถูกเผาไหม้จนเป็นจุณ สิ้นซากทั้งร่างและวิญญาณ แต่การทรมานยังไม่หมดสิ้น เพราะขี้เถ้าของคนบาปกลับรวมตัวกันใหม่แล้วถูกเผาอีกจนเป็นจุณแล้วรวมตัวขึ้นใหม่เป็นเช่นนี้ไปชั่วกาลนาน
จากนรกขุมที่หกไปยังวงแหวนนรกชั้นที่ 7  ดั๊นเต้ และเวอร์จิลต้องปีนไต่สันเขาลาดชันลงไปไกลกว่าจะถึง (ตำแหน่ง 7) เป็นที่รวมวิญญาณของผู้เคยกระทำความรุนแรง เหล่าวิญญาณอยู่ในแม่น้ำเลือดที่เดือดพล่านตลอดเวลา  นรกขุมนี้มีสามหลุมใหญ่ หลุมแรกสำหรับผู้กระทำความรุนแรงต่อเพื่อนบ้านเช่นฆาตรกร โจรเป็นต้น วิญญาณถูกปีศาจเซ็นทอร์(Centaur ครึ่งม้าครึ่งคน) ยิงด้วยธนูเจ็บปวด แล้วถูกนำไปต้มในหนองน้ำของเลือดที่เดือดพล่าน  หลุมที่สองเป็นป่าใหญ่มืดแปดด้าน มีต้นไม้ใบไม้สีดำ กิ่งหงิกๆงอๆแปลกๆและเป็นพิษ  สำหรับผู้เคยทำบาปรุนแรงต่อตนเองเช่นฆ่าตัวตาย ผลาญเงินทองมรดกของตนเป็นต้น ในนรกหลุมนี้มีฮาร์ปีส์(harpies ร่างและอุ้งเท้าเป็นนก หัวเป็นผู้หญิง) และฝูงสุนัขตัวเมียสีดำสนิทเฝ้าดูแลอยู่  วิญญาณที่ถูกส่งมาที่นี่ถูกแปลงร่างให้เป็นกิ่งไม้หนึ่งกิ่งที่เจริญผลิใบขึ้นเป็นต้นไม้ในป่านรกขุมนั้น  ทันทีที่มีใบผลิออกมา เหล่าฮาร์ปีส์รุมกันเข้าทึ้งกินใบอย่างตะกรุมตะกราม สร้างความเจ็บปวดไม่สิ้นสุดแก่วิญญาณต้นไม้เหล่านั้น วิญญาณใดที่หลุดจากต้นไม้ก็จะถูกฝูงสุนัขไล่กวดถูกกัดถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  วิญญาณเหล่านี้จักไม่มีวันคืนกลับสู่ร่างเดิมแม้ในวันพิพากษาสุดท้าย ในฐานที่ได้ทำลายชีวิตตนเองและจะไปปรากฏเบื้องหน้าพระเจ้าในร่างล่อนจ้อนเหมือนหนอนและต้องลากศพของตัวเองไปแขวนไว้บนกิ่งหนามแหลมของผู้ต้องโทษ  และหลุมที่สาม เป็นทะเลทรายสุดสายตา สำหรับผู้กระทำรุนแรงต่อพระเจ้า ต่อธรรมชาติ(การมีรักร่วมเพศเดียวกัน-sodomites) และต่อศิลปะ รวมทั้งผู้ที่หยาบโลนดูถูกดูหมิ่นศาสนา ผู้ที่พูดเสียดสีพระเจ้า และผู้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยแพง(!)  บนพื้นทะเลทรายนั้นวิญญาณนอนบ้าง นั่งชันเข้า หรือเดินไปไม่รู้หยุด ทั้งหมดถูกห่าฝนที่ตกเป็นเปลวไฟที่ไม่เคยดับ เผ่าไหม้มิหยุดหย่อน 
จากวงแหวนนรกขุมที่เจ็ดต้องไต่ลงในหุบเหวลาดชันอีก ดั๊นเต้ และเวอร์จิลต้องขี่หลังปีศาจลงไปถึงวงแหวนนรกชั้นที่8  เป็นที่รวมวิญญาณของคนหลอกลวง คดโกง ทุจริต ขี้ขโมย ฉ้อราษฎร์บังหลวง ประจบสอพลอ โกหกพกลม แม่มดหมอผี ผู้ขายความยุติธรรม ก่อความวุ่นวายแตกแยกในสังคมฯลฯ  นรกขุมนี้แบ่งออกเป็นหลุม10 ชั้นลึกลงไปสู่ใจกลางโลก วิญญาณทั้งหลายถูกรุมทำร้ายเฆี่ยนโบยทนทุกข์ทรมานแบบต่างๆไม่มีวีนสิ้นสุด เช่นพวกประจบสอพลอถูกกดจมในหลุมอุจจาระ  พวกแม่มดหมอผีมีหัวหันกลับไปด้านหลังของตัวและถูกบังคับให้เดินถอยหลังชั่วฟ้าดินสลาย  พวกขโมยร่างเปล่าเปลือยถูกบังคับให้วิ่งไปในความมืดชั่วกาลนาน หนีฝูงงูที่เลื้อยตามไม่ลดละ พวกที่ก่อความแตกแยก ถูกคว้านตับไตไส้พุงออก แผลเหวะหวะ เมื่อแผลหาย จะถูกปีศาจตนหนึ่งคว้านท้องใหม่ เจ็บแล้วเจ็บเล่าไปชั่วกัลปาวสานเป็นต้น  ตรงฐานของนรกชั้นที่แปดนี้เป็นบ่อใหญ่ที่อยู่ของพวกยักษ์  ออกจากวงแหวนนรกขุมที่แปดจึงต้องเผชิญกับฝูงยักษ์
แต่ดั๊นเต้ และเวอร์จิลก็เอาตัวรอดไปถึงวงแหวนนรกชั้นที่ 9 ที่เป็นนรกขุมสุดท้าย ที่รวมวิญญาณของพวกทรยศสี่ประเภท ทรยศต่อญาติพี่น้องหนึ่ง ต่อชาติหนึ่ง ต่อเจ้าของบ้านผู้ให้ที่พักที่กินหรือต่อแขกผู้มาอยู่ใต้ชายคาบ้านตนหนึ่ง และต่อพระเจ้าอีกหนึ่ง  วิญญาณทั้งหมดถูกฝังจมในทะเลน้ำแข็งที่ใสเหมือนแก้วเจียระไน มิอาจกระดุกกระดิกตัว หนาวยะเยือกกระทั่งลมหายใจหรือน้ำตากลายเป็นน้ำแข็งทันทีและปิดทับบนหน้า  บ้างถูกกดฝังลงในน้ำแข็งจนถึงคอ บ้างถูกฝังด้วยการเอาหัวทิ่มลงไปจนถึงน่อง  ในนรกขุมที่เก้านี้ณจุดที่ลึกที่สุดเป็นที่อยู่ของลูซีเฟอร์(ซาตาน) (ตำแหน่ง D) เป็นจุดใจกลางโลกบนเส้นศูนย์สูตร  ตามความรู้ในยุคนั้น แผ่นดินโลกสิ้นสุดลงณเส้นศูนย์สูตรนั้น โลกอีกครึ่งหนึ่งเป็นผืนน้ำอันไพศาล 
 
        ดั๊นเต้กับเวอร์จิลหนีออกจากนรกขุมที่ 9 ด้วยการไต่ไปบนหลังตลอดร่างของซาตาน ผ่านจุดใจกลางโลก ผ่านครึ่งโลกที่เป็นน่านน้ำไปขึ้นฝั่งบนเกาะกลางมหาสมุทร เป็นฝั่งเชิงเนินเขาสูงแห่งแดนปูร์กาโตรีโย (Purgatorio ที่ชำระล้างคนบาปให้กลับบริสุทธิ์ ณตำแหน่งDในภาพ1) เป็นดินแดนที่วิญญาณคนตายผู้เคยทำบาปชนิดต่างๆไปคอยที่นั่น เมื่อดั๊นเต้ ไปถึงเป็นเช้าวันอีสเตอร์และได้เห็นกลุ่มดาวสี่ดวงบนท้องฟ้า   แดนชำระฯนี้เป็นภูเขาสูงแบ่งเป็นเจ็ดชั้นเจ็ดระดับ วนขึ้นในแบบของกรวยคว่ำ วิญญาณแต่ละคนถูกส่งไปอยู่ในชั้นที่เหมาะกับบาปที่เคยทำ(ดูรายละเอียดในภาพ3) และหลังจากรู้สำนึกผิดก็ยังต้องวนเวียนอยู่ในนั้นอีกร้อยๆพันๆปี กว่าจะมีโอกาสรับการชำระล้างตัวให้บริสุทธิ์ แล้วจึงอาจปีนภูเขาแห่งแดนชำระฯวนขึ้นไปจนถึงชั้นที่เจ็ดและออกไปสู่แดนสวรรค์บนดิน(Paradiso Terrestre ณตำแหน่งEในภาพ 1) ดั๊นเต้ ได้ยินเสียงร้องเพลงสรรเสริญคุณธรรมที่ตรงข้ามกับบาปที่วิญญาณในแต่ละระดับได้เคยทำไว้  วิญญาณที่รู้สำนึกแล้วและท่องสรรเสริญคุณธรรมที่พวกเขาไม่เคยทำในชีวิต  เหมือนตอกย้ำความเสียใจและสำนึกผิด   ณจุดนั้น ความฉลาดสุขุมของคนหมดความหมายลง  เวอร์จิลจึงทำหน้าที่ต่อไม่ได้ เขาเลือนลับหายไป  สติปัญญาจึงยังไม่เพียงพอที่จะช่วยดั๊นเต้ ไปสู่สวรรค์หรือไปชมราศีพระเจ้าได้  ต้องเป็นความศรัทธาเท่านั้น  ตอนนั้นเองที่ เบียทริซ(Beatrice)[3] มาปรากฏตัว นางเป็นสัญลักษณ์ของศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า  ความศรัทธาเท่านั้นที่จะช่วยให้มนุษย์ไปถึงพระเจ้าได้  เบียทริซเข้ามาเป็นผู้นำทางให้ดั๊นเต้  และพาเขาหลุดจากแดนชำระฯไปสู่แสงสว่างในสวรรค์ชั้นฟ้า(Paradiso)
            สวรรค์แบ่งออกเป็นเก้าชั้น(ตำแหน่ง 1-9 ในภาพ1) เป็นท้องฟ้าเก้าระดับที่สูงใหญ่กว้างออกไปเรื่อยๆและเรียงกันเป็นชั้นๆเหมือนวงแหวนท้องฟ้า  ตรงข้ามกับนรก สวรรค์คือแสงสว่าง กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้อบอวลไปทั่ว เสียงดนตรีและเสียงเพลงเสนาะหูเพลิดเพลินใจ  วิญญาณคนดีผู้ได้รับพร(the blessed) ที่อยู่ในสวรรค์ปรากฏให้ดั๊นเต้ เห็นเป็นแสงสว่าง และความกระจ่างพร่างพรายตาของแสงคือการแสดงออกของความปลื้มปิติของดวงวิญญาณ   วงแหวนท้องฟ้าแต่ละวงเป็นที่ตั้งของดวงดาวสำคัญดวงหนึ่ง ที่เรียงกันตามลำดับดังจะกล่าวต่อไป วงแหวนที่ตั้งของดวงดาวยังเป็นที่สถิตของ "เทวทูต" [4] ที่ก็แบ่งเป็นหลายกลุ่มตามหน้าที่ที่ได้รับจากพระผู้เป็นเจ้า จึงนำมาแทรกไว้ด้วยกัน ดังนี้  
1.ดวงจันทร์ วงแหวนชั้นนี้ มีโซนท้องฟ้าเป็นไฟ ที่เทียบได้กับความร้อนแรงของวิญญาณสำนึกของคนที่กำลังมุ่งสู่พระเจ้า เป็นที่สถิตของเหล่าเทวทูตกลุ่มAngels ผู้ทำหน้าที่เฉาะกิจตามที่พระเจ้าบัญชา
2. ดาวพุธ วงแหวนชั้นนี้เป็นที่สถิตของเหล่าเทวทูตArchangels ผู้ทำหน้าที่นำข่าวหรือเจตนารมณ์ของพระเจ้าไปเปิดเผยให้คนรู้และเข้าใจ เป็นเทวทูตที่หลายคนคุ้นเคย มีสามองค์ชื่อ Raphael, Gabriel และMichael.
3.ดาววีนัส(ดาวศุกร์) เป็นที่สถิตของเหล่าเทวทูต Principalities ผู้สอนให้คนรู้จักเคารพนับถือผู้ที่อยู่เหนือกว่าเรา ผู้ที่ควรนับถือ
4.ดวงอาทิตย์(ยุคนั้นเชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นดาวดวงหนึ่งที่หมุนรอบโลก) เป็นวงแหวนที่สถิตของเหล่าเทวทูต Powers ผู้ที่ขับไล่อำนาจของลมและความชั่วร้าย 
5.ดาวอังคาร วงแหวนชั้นนี้เป็นที่สถิตของเทวทูต Virtues ผู้แสดงปาฏิหาริย์ต่างๆตามพระบัญชาของพระเจ้า
6.ดาวพฤหัส วงแหวนนี้เป็นที่สถิตของเทวทูตDominations ผู้สอนให้รู้จักปกครองคนที่อยู่ใต้อำนาจเรา สอนให้เป็นนายที่ดีเป็นต้น 
7.ดาวเสาร์ วงแหวนชั้นนี้เป็นที่สถิตของเทวทูตThrones เป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินและพิพากษาในนามของพระเจ้า
8.ในวงแหวนท้องฟ้าที่แปดเป็นที่ตั้งของดวงดาวอื่นๆที่นิ่งอยู่ณตำแหน่งหนึ่ง เต็มท้องฟ้า(Cielo Stellato) เป็นที่สถิตของเทวทูต Cherubim ผู้ปกป้อง ติดตามเอาใจใส่ เฝ้าและดูแลสวรรค์ ต่อมาเทวทูตกลุ่มนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้แต่งคัมภีร์สี่คน ตามที่จอห์นเล่าไว้ในอโปกาลิปส์
และ 9.พรีโม โม้บิเล(Primo Mobile) เป็นวงแหวนท้องฟ้าชั้นที่สะอาดโปร่งใสไร้อณูหรือเมฆหมอกใด เหมือนแก้วผลึกเนื้อดี  เป็นวงแหวนท้องฟ้าที่เคลื่อนไหวด้วยพลังความรักของพระเจ้า และโดยปริยายเท่ากับสวรรค์ชั้นนี้ควบคุมการหมุนของสวรรค์ชั้นล่างๆลงไป  “เวลา” เริ่มต้นในสวรรค์ชั้นนี้  เป็นวงแหวนที่สถิตของเทวทูต Seraphim ผู้อยู่ล้อมรอบบัลลังก์ของพระเจ้า เป็นเทวทูตนักดนตรีและนักร้อง ร้องเพลงสรรเสริญด้วยเสียงดังกังวานไปทั่วจักรวาล ภาพลักษณ์ของเทวทูตกลุ่มนี้ดูจะเป็นที่คุ้นเคยสายตาเรามากที่สุด มีปีกสามคู่ มักเห็นรอบๆพระเจ้าในจิตรกรรมศาสนาทั้งหลาย มีใบหน้าเด็กติดปีกสามคู่
           เมื่อดั๊นเต้ และเบียทริซไปถึงสวรรค์ชั้นที่เก้า ดั๊นเต้ เห็นจุดสว่างไสวที่มีวงแหวนแสงสว่างเก้าวงล้อมรอบ จุดสว่างนั้นคือพระเจ้าและวงแหวนแสงเก้าวงที่ใกล้พระเจ้านั้นคือพลังจากพระองค์ ในแต่ละวงแหวนแสงนั้นเป็นที่สถิตของเหล่าทวยเทพดังกล่าวมาข้างต้น  การแบ่งวงแหวนท้องฟ้านี้เป็นไปตามทฤษฎีดาราศาสตร์ของปโตเลมี(Ptolemaios ในภาษากรีก มีชีวิตในราวปี 90-168 ก่อนคริสตกาล เป็นนักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์และนักภูมิศาสตร์)[5]
            ในท้องฟ้าแต่ละชั้น เป็นที่รวมของผู้ไม่เคยทำบาปและทำแต่กรรมดี  ผู้ที่ยึดหลักคุณธรรม(ความสุขุมรอบคอบ-Prudence, ความยุติธรรม-Justice, การรู้จักควบคุมตน-Temperance, และความกล้าหาญที่รู้จักอดทาและอดกลั้น-Fortitude) ตั้งแต่สองสามคุณธรรม และ/หรือยึดหลักคุณธรรมศาสนา(ศรัทธาในพระเจ้า-Faith, ความหวังในพระเจ้า-Hope, และความรักในพระเจ้า-Charity) ผู้ที่สั่งสมคุณธรรมไว้มากเพียงใดหรือได้ครบทั้งเจ็ดประการ ย่อมขึ้นไปอยู่ในสวรรค์ชั้นสูงๆขึ้นไป  เมื่อดั๊นเต้ไปถึงสวรรค์ชั้นที่แปด เหล่าอัครสาวก(ปีเตอร์ เจมส์ และจอห์น)ได้ตั้งซักถามดั๊นเต้ เพื่อทดสอบความเข้าใจของเขา  ดั๊นเต้ ตอบได้ถูกใจทุกคำถาม  เมื่อผ่านจากท้องฟ้าชั้นที่เก้า ดั๊นเต้ ได้เห็นวงแหวนสวรรค์ที่อยู่ของเหล่าเทวทูตทั้งหลายที่ล้อมรอบสวรรค์  ถึงบริเวณสวรรค์เอ็มปีเรโอ(Empireo ณตำแหน่ง10ในภาพ 1) เป็นดินแดนแห่งความสงบและแสงสว่าง  ดั๊นเต้ สุดปลาบปลื้มและตื้นตันที่ได้เห็นแสงสว่างอันบรรเจิดที่มองดูคล้ายดอกกุหลาบสีขาวดอกมหึมา (Rosa dei Beati) และที่อาจเทียบได้กับหน้าต่างกระจกสีวงกลมเหมือนดอกกุหลาบบานดอกใหญ่(rose windows)ที่ประดับโบสถ์กอติคด้านทิศเหนือและทิศใต้ของโบสถ์น็อตเตรอดามแห่งปารีส  บนสวรรค์ชั้นเอ็มปีเรโอนี้ ดั๊นเต้ ได้เห็นวิญญาณทั้งหลายที่ได้รับพรจากพระเจ้าปรากฏตัวในร่างของคน(จนถึงสวรรค์ชั้นนั้น วิญญาณคนดีทั้งหลายปรากฏเป็นแสงสว่าง ส่วนในนรกและแดนชำระฯนั้น ดั๊นเต้ ได้เห็นแค่เงาดำๆ)   ตรงกลางของดอกกุหลาบสวรรค์นี้เป็นที่ประทับของพระแม่มารีและมีวิญญาณของเหล่าคนดีทั้งหญิงและชายทั้งจากคัมภีร์เก่าและใหม่ รวมทั้งอัครทูตจอห์นและนักบุญต่างๆนั่งห้อมล้อมลดหลั่นเป็นชั้นๆเหมือนกลีบดอกกุหลาบที่บานแทรกซ้อนกันอย่างสวยงาม  ที่นั่นเบียทริซผละจากดั๊นเต้ ไปนั่งณตำแหน่งหนึ่งในดอกกุหลาบสวรรค์นั้นและนักบุญแบร์นาร์ดเดอแกลร์โวส์ (Bernard de Clairvaux, 1091-1153 นักบวชชาวฝรั่งเศส บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งในคริสตจักรยุคนั้น)[6] มาปรากฏตัวเพื่อนำทางดั๊นเต้ สู่อาณาจักรของพระเจ้า  นักบุญแบร์นาร์ดสวดวิงวอนขอให้พระแม่มารีช่วยดั๊นเต้ ให้ได้ “เห็น” พระคริสต์และให้พลังสติปัญญาแก่ดั๊นเต้ สำหรับไปเขียนเล่าการเดินทางผ่านไตรภูมิของเขาเมื่อกลับคืนไปสู่โลก  ในที่สุดดั๊นเต้ ได้เห็นแสงสว่างของพระเจ้า-ใจกลางของจักรวาล(ตำแหน่ง11ในภาพ 1) ได้เห็นและ “รู้แจ้ง” ในความเป็นตรีเอกานุภาพของพระองค์ผู้มี “ ความรักที่ขับเคลื่อนดวงอาทิตย์และดวงดาวได้ทั้งหมด ” (Paradiso: Canto XXXIII)
 
ภาพ 3 แสดงรายละเอียดระดับชั้นบนภูเขาแห่งแดนชำระล้างบาปหรือปูร์กาโตรีโอ (Purgatorio)  ซึ่งเป็นเกาะลอยอยู่กลางผืนน้ำอันไพศาล  ตรงกับตำแหน่ง D ในภาพ 1  ตรงฐานเห็นประตูทางเข้า วิญญาณบาปถูกส่งไปในระดับต่างๆ ยังต้องถูกทรมานต่ออีกนานกว่าจะรู้จักสำนึกผิดอย่างแท้จริงจึงจะได้รับการชำระล้างวิญญาณจนบริสุทธิ์  จากระดับต่ำที่สุด (1ในภาพ 3) สำหรับบาปของความหยิ่งยะโส(Superbia)
ระดับ 2 สำหรับบาปของความอิจฉาริษยา(Invidia)
ระดับ 3 สำหรับบาปของความโกรธ(Ira)
ระดับ 4 สำหรับบาปของความเกียจคร้าน(Acedia)
ระดับ5 สำหรับบาปของความตระหนี่และความสุรุ่ยสุร่าย(Avaritia&Prodigia) ระดับ 6 สำหรับบาปของความตะกละ(Gula)
และระดับ7 ที่สูงที่สุด  สำหรับบาปของกามตัณหา(Luxuria)
พ้นระดับที่เจ็ดถึงแดนสวรรค์บนดิน (Paradiso Terrestre) ตรงกับตำแหน่ง E ในภาพ 3 ดั๊นเต้ พบเบียทริซที่นี่ (ภาพจาก www2.bc.edu นำมาประกอบตัวเลข) วิญญาณในแดนชำระฯ และเทวทูตผู้เฝ้าดูแลในนั้น ต่างร้องเพลงสรรเสริญคุณธรรมต่างๆที่วิญญาณเหล่านั้นไม่เคยได้ทำ และที่นั่นพวกเขาเริ่มสำนึกผิดแล้ว
ใครบ้างที่ผ่านเข้าไปอยู่ในสวรรค์[7]
ดั๊นเต้ จัดไว้ดังนี้คือ  สวรรค์ชั้นที่หนึ่ง(ดวงจันทร์) สำหรับผู้ที่เคยสาบานตนต่อพระเจ้าแต่ภายหลังได้ผิดคำสาบานเหมือนดวงจันทร์ที่มิได้คงที่ถาวรเพราะมีข้างขึ้นแล้วข้างแรม  
สวรรค์ชั้นที่สอง(ดาวพุธ) สำหรับคนดีแต่ยังมีความทะเยอทะยานในลาภยศสรรเสริญ มากกว่าจะมุ่งสู่พระเจ้า 
สวรรค์ชั้นที่สาม (ดาวศุกร์หรือดาววีนัส) สำหรับคนดีที่มีความรัก แต่เป็นความรักที่ยังคงมุ่งในสิ่งอื่นแทนความรักในพระเจ้า 
สวรรค์ชั้นที่สี่ (ดวงอาทิตย์) สำหรับผู้ที่ไม่ประมาท ความฉลาดทำให้นำไปสู่คุณธรรมอื่นๆ
สวรรค์ชั้นที่ห้า (ดาวอังคาร) สำหรับชายนักสู้ผู้มีกำลังอำนาจและตายเพื่อกู้ศาสนา 
สวรรค์ชั้นที่หก (ดาวพฤหัส) สำหรับบุคคลที่รักษาความยุติธรรม 
สวรรค์ชั้นที่เจ็ด (ดาวเสาร์) สำหรับผู้ที่อยู่ในความพอดีพอเพียง นักบวชที่อดทนถือศีลภาวนา 
สวรรค์ชั้นที่แปด (ดาวที่อยู่นิ่ง) สำหรับผู้มีคุณธรรมศาสนา(มีศรัทธา ความหวังและความรักในพระเจ้า) จึงเป็นตัวแทนของชัยชนะของศาสนา เป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ สะอาดจากบาปชนิดต่างๆ 
และสวรรค์ชั้นที่เก้า (Primo Mobile) สำหรับเหล่าเทวทูต ผู้ไม่เคยมีบาปใดๆมาทำให้ด่างพร้อย 
เหนือสวรรค์ทั้งเก้าคือสวรรค์ชั้นเอ็มปีเรโอ(Empireo) ที่สถิตของ “แก่นแท้ของพระเจ้า” 
        บนเส้นทางผ่านไตรภูมิของดั๊นเต้  แต่ละชั้นแต่ละขุมดั๊นเต้ และเวอร์จิลพบบุคคลคนดังคนเลวทั้งในสังคมก่อนคริสตกาลเช่นในกรีซโบราณ และบุคคลในสังคมโรมันและสังคมอิตาเลียนตั้งแต่คริสตกาลถึงยุคร่วมสมัยกับดั๊นเต้   ดั๊นเต้ได้โอกาสซักถามและสนทนากับวิญญาณในแต่ละภูมิที่เขาได้ผ่านเข้าไปเช่นกับวิญญาณบรรพบุรุษต้นตระกูลของดั๊นเต้  เล่าถึงการพบปะการถูกซักถามจากวิญญาณของอัครสาวก นักบุญนักบวช  เขาได้ถ่ายทอดความคิดและพฤติกรรมของบุคคลต่างๆในอดีตในดีวีนา กมเม่เดีย   เช่นนี้เท่ากับว่าดั๊นเต้ ตีแผ่เปิดเผยความจริงที่เขารู้ ความไม่ดีไม่ถูกต้อง คำอธิบายจากวิญญาณว่าทำไมจึงได้ทำบาปนั้นๆ หรือสรรเสริญความดีงามของวิญญาณในสวรรค์ รวมทั้งจดจำคำเตือนจากวิญญาณในภูมิทั้งสามสู่ชาวโลก  เขากล้าพูดกล้าวิจารณ์โดยไม่ไว้หน้าใครเลย   ดั๊นเต้ ได้พรรณนาสภาพของนรก แดนชำระฯและสวรรค์แต่ละชั้นอย่างละเอียดลออ  ภาพของนรกและความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่วิญญาณคนบาปต้องทนไปชั่วฟ้าดินสลาย  ชาวอิตาเลียนติดตามอ่านกวีนิพนธ์ของดั๊นเต้   มีการวิพากษณ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  มีทั้งสะใจสมน้ำหน้าที่บุคคลหลายคนในวงการศาสนาและการเมืองถูกประณามอย่างตรงไปตรงมาในกวีนิพนธ์ของดั๊นเต้  แต่ก็มีหลายคนที่โกรธเคืองดั๊นเต้  
           การที่ดั๊นเต้ ใช้คำว่า กมเม่เดีย (Commedia ที่แปลว่า สุขนาฏกรรม) แม้ว่าสองในสามของเนื้อหาเกี่ยวกับความโศกสลด ความทุกข์ทรมานของคนบาปจำนวนมากในนรก  แต่กวีนิพนธ์จบลงในสุขคติ ในการได้ “เห็น”บารมีอันงามเลอเลิศของพระเจ้า  นักวิจารณ์กล่าวว่าวิธีการประพันธ์ของดั๊นเต้  เป็นตัวอย่างสุดยอดของการใช้วัจนลีลาอันหลากหลาย เป็นตัวอย่างของกาพย์กลอน ของบทละครเร้าอารมณ์  ของบทพรรณนาเชิงเปรียบ(ด้านสังคมและการเมืองที่กำลังคุกกรุ่นในยุคนั้น) หรือของบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง(เมื่อเกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร์และในคัมภีร์) เป็นต้น   ทั้งหมดรวมกันในเอกภาพที่สมดุลและมีน้ำหนัก  ที่ชี้ให้เข้าใจว่า ดั๊นเต้ มีแรงบันดาลใจที่ไม่ถดถอยตั้งแต่ต้นจนจบ   นักวิจารณ์สรุปว่า วรรณกรรมชิ้นนี้เป็นอาหารแห่งชีวิต   เป็นความอลังการของ “ โบสถ์กอติคหลังสุดท้ายของโลก”
---------------------------------------------------- 
[1]   มหากาพย์ไตรภูมิของดั๊นเต้ มิได้เป็นเพียงการผจญภัยของจิตวิญญาณของคนๆหนึ่ง เพราะกวีเป็นตัวแทนของมนุษยชาติทั้งหมด เบื้องหน้าระบบระเบียบของโลกทุกชั้นทุกภูมิ ชี้ให้เห็นตำแหน่งของคนในระบบดังกล่าว
[2]  ทำไมดั๊นเต้ เลือกเวอร์จิลเป็นผู้นำทางในนรกภูมินั้น เพราะเวอร์จิลเป็นกวีในโลกโบราณที่ดั๊นเต้ ยกย่องมากกว่ากวีผู้ใด  เวอร์จิลได้ประพันธ์มหากาพย์เรื่อง Aeneid [อีนีด]จากตำนานการสถาปนาของกรุงโรม เนื้อหาในเล่มที่หกของวรรณกรรมนั้นเล่าถึงการเดินทางผ่านลงไปใต้พิภพ  เวอร์จิลจึงเป็นผู้นำทางให้ดั๊นเต้ ได้เพราะรู้เส้นทางในนรกแล้ว  เท่ากับว่าดั๊นเต้ ได้แรงบันดาลใจและอิทธิพลจากวรรณกรรมของเวอร์จิลมาช่วยในการประพันธ์กาพย์ไตรภูมิของเขาเองสิบสองศตวรรษต่อมา 
[3] ดั๊นเต้ ได้เจาะจงเขียนอุทิศกวีนิพนธ์ตอนสวรรค์(Paradiso) ให้แก่เบียทริซ ปอร์ตีนารี(Beatrice Portinari, 1265-1290) สตรีชาวอิตาเลียนที่ดั๊นเต้ ได้เห็นเมื่อเขาอายุเก้าขวบ และนางได้ดลใจดั๊นเต้ จนกลายเป็นความรักอันยั่งยืนในใจ  ดั๊นเต้ได้เห็นนางอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาอายุสิบแปด เขายังมองนางเหมือนเทพธิดาผู้ดลใจให้เขาประพันธ์บทกวี   เขาได้แต่งบทกวีให้นางสองเรื่อง  เบียทริซแต่งงานในปี 1288 (กับคนอื่นเพราะจริงๆแล้วดั๊นเต้ รู้จักเบียทริซเพียงผิวเผินในงานสังคมเท่านั้น) และเสียชีวิตในปี 1290  ดั๊นเต้ พิจารณาความรักในใจที่มีต่อนางว่าเป็นแหล่งพลังที่ทำให้เขาหลุดจากการปักตรึงตนเอง กับความเป็นตัวตนเอง เพื่อมุ่งสู่มิติที่สูงกว่าในโลกที่ตามองไม่เห็น  ในมหากาพย์ไตรภูมิ ดั๊นเต้ แต่งให้เบียทริซ เป็นผู้มานำทางเขาสู่ทางหลุดพ้นและเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า ให้เบียทริซเป็นสัญลักษณ์ของความศรัทธา คุณธรรมที่จะพาชาวคริสต์สู่พระเจ้าได้   ในเรื่อง เบียทริซเป็นผู้อธิบายเองว่า นางเห็นจากสวรรค์ว่าชีวิตของดั๊นเต้ ในโลกเบนออกจากเส้นทางตรงที่ควรไป จึงให้เวอร์จิลไปพาดั๊นเต้ เดินทางผ่านพิภพเพื่อให้การเดินทางและการได้เห็นสภาพความทุกข์ทรมานของวิญญาณบาปในนรกและแดนชำระฯและการได้เห็นสวรรค์ว่ามีแต่ความปลื้มปิติเช่นใด จะพาจิตสำนึกของดั๊นเต้ กลับสู่ความถูกต้องและเมื่อตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ในที่สุด  ดั๊นเต้ จึงเกิดความตั้งใจและวิงวอนให้วิญญาณของกวีในอดีตที่เขาพบในสองภูมิแรก และยังวิงวินขอให้พระเจ้าช่วยให้เขามีพลังอำนาจทางสติปัญญาและความทรงจำเพียงพอที่จะแต่งและเล่าการเดินทางผ่านไตรภูมิของเขาให้ชาวโลกได้รับรู้
[4] เทวทูตหรือที่เรารู้จักคุ้นเคยที่ใช้คำภาษาอังกฤษว่า angels นั้น ความจริงเป็นคำเรียกรวมๆและกว้างๆ  ในคติศาสนามีการจัดแบ่งที่สถิตของเทวทูตรอบๆพระผู้เป็นเจ้าตามความใกล้ไกลโดยมีพระผู้เป็นเจ้าเป็นศูนย์กลาง  เทวทูตแต่ละกลุ่มมีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจงที่มิอาจให้คำแปลเทียบได้ในภาษาไทย  จึงให้ชื่อเรียกกลุ่มเทวทูตแต่ละกลุ่มเป็นภาษาอังกฤษ  แต่ละกลุ่มมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า   ศิลปินบางคนเสนอรวมตำแหน่งที่สถิตของเหล่าทวยเทพซ้อนเหนือและตรงกับวงแหวนดวงดาวทั้งเก้าชั้น  ในที่นี้เราจึงจัดเรียงที่สถิตของเทวทูตตามวงแหวนดาวในท้องฟ้าจากวงแหวนที่หนึ่งไปยังวงแหวนที่เก้า โดยที่วงแหวนที่เก้าเป็นกลุ่มเทวทูตที่อยู่ใกล้พระผู้เป็นเจ้ามากที่สุด  ตามด้วยหน้าที่ของเหล่าเทวทูตแต่ละกลุ่ม
[5]  ทฤษฎีของปโตเลมีเป็นข้ออ้างอิงติดต่อกันมาสิบห้าศตวรรษ จนเมื่อโคแปร์นิก (Nikolaj Kopernik, 1473-1543) พิสูจน์ให้เห็นว่าโลกมิได้นิ่งอยู่กับที่ แต่หมุนไปรอบดวงอาทิตย์ เหมือนดาวพระเคราะห์ดวงอื่นๆที่ก็หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วย  การค้นพบของโคแปร์นิกส่งผลกระทบมหันต์ต่อระบบความรู้ความเข้าใจของปัญญาชนชาวยุโรป ผู้ตื่นตัวและเริ่มศึกษาค้นหาความจริงด้วยวิทยาศาสตร์และประสบการณ์  นับเป็นจุดหักเหที่นำโลกออกจากยุคกลางสู่ยุคเรอแนสซ็องส์
[6]  แบร์นาร์ดเดอแกลโวส์ เป็นบุคคลสำคัญที่สุดในคริสตจักรยุคนั้น ผู้ก่อตั้งอารามนักบวชที่แกลโวส์ ในปี 1115 กระชับกฎการครองตนของนักบวชตามคติซี้โตส์(Cîteaux)อย่างเคร่งครัด มีส่วนทำให้คริสตจักรกลับเข้มแข็งและขยายออกไปอย่างกว้างขวางในยุโรป  ความตรงและความขยันขันแข็งในการปฏิบัติภารกิจของนักบวชทำให้เป็นที่ปรึกษาของสันตะปาปา ได้รับการยกย่องอย่างสูงในคริสตจักร  เป็นผู้อภิปรายเชิญชวนชาวคริสต์ให้ไปทำสงครามครูเสดครั้งที่สอง  การที่ดั๊นเต้ สร้างให้นักบุญแบร์นาร์ดมาเป็นผู้นำทางไปสู่อาณาจักรของพระเจ้านั้น  มีเหตุผลสนับสนุนอย่างแท้จริง ในฐานะที่นักบุญแบร์นาร์ดได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เคารพบูชาและสรรเสริญพระแม่มารีสูงสุดอย่างมิมีผู้ใดเทียบเท่า และมีส่วนสร้างกระแสความศรัทธาและการเคารพบูชาพระแม่มารีให้แพร่หลายไปมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของคริสต์ศาสนา  ดังนั้นหากนักบุญแบร์นาร์ดเป็นผู้ขอร้องให้พระแม่มารีช่วยดั๊นเต้ ให้เข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้า  พระแม่มารีย่อมไม่ปฏิเสธ
[7] รางวัลของคนที่เคยทำความดีงามในชีวิตและได้ขึ้นไปอยู่สวรรค์นั้น  คือการได้อยู่ในสวรรค์ที่สว่างไสว  กลิ่นหอมอบอวล ของดอกไม้ และมีเสียงดนตรีและเสียงเพลงกังวานเสนาะหู  นอกจากสภาพอันน่าอภิรมย์ดังกล่าว ไม่มีรายละเอียดมากนัก ผู้ใดไปสวรรค์บ้าง 
  
โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์ นำลงบล็อกนี้ วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๗.
 

  

Sunday, 7 September 2014

สิ้นภาษา สิ้นเอกราช สิ้นชาติ

       ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว (เกือบยี่สิบปีแล้วมั้ง) ข้าพเจ้าจับรถไฟมุ่งหน้าไปยังเมือง Rouen [รูอ็อง] เพื่อไปดูโบสถ์หลังใหญ่ที่นั่น. จิตรกร Claude Monet [โกล๊ด โมเน] ได้วาดภาพด้านหน้าของโบสถ์ น็อตเตรอดาม-เดอ-รูอ็อง
(Cathédrale Notre-Dame de Rouen) เป็นชุดรวมประมาณ 30 ภาพ ในแสงสว่างแบบต่างๆของยามเช้า กลางวันและเย็น จึงทำให้โบสถ์นี้มีชื่อเสียงยิ่งขึ้นอีก. นอกจากนี้ รูอ็อง เป็นเมืองที่ Jeanne d’ Arc หรือ Joan of Arc วีรสตรี (และนักบุญ) ฝรั่งเศส ถูกทหารอังกฤษจับเผาทั้งเป็น. 
        เมื่อขึ้นนั่งบนรถไฟเรียบร้อยแล้ว ยุคนั้นยังไม่มีรถไฟความเร็วสูงไปเมืองรูอ็องกว่าจะถึงก็สองชั่วโมง จึงหยิบหนังสือเล่มเล็กขึ้นมาเปิดอ่าน. อ่านไปอ่านไป อารมณ์เริ่มสั่นคลอน และก็รู้สึกหายใจติดขัดเพราะความรู้สึกรุนแรงที่ประดังขึ้นมา เขย่าจิตวิญญาณในนาทีนั้น.  น้ำตาเริ่มไหล อ่านต่อไปๆ ตัวสั่น หายใจเฮือกๆ ในที่สุดก็ร้องสะอึกสะอื้นออกมา ลืมไปเลยว่ากำลังนั่งอยู่บนรถไฟ. กำลังฮือๆอยู่ ได้ยินเสียงผู้ชายเรียกเบาๆว่า Mademoiselle! Mademoiselle! [มัดมัวแซ้ล] (คุณ! คุณ!) ข้าพเจ้าหันไปด้านซ้าย น้ำตานองหน้า เห็นหนุ่มฝรั่งเศสคนที่นั่งถัดไป หน้าตาเลิกลัก. หนุ่มคนนั้นถามอย่างกังวลว่า  Etes-vous malade? (ไม่สบายหรือเปล่า) ข้าพเจ้ายิ้มทั้งน้ำตา บอกไปว่า ฉันสบายดี ไม่เป็นอะไร แต่เรื่องนี้มันเศร้าเหลือเกิน. 
         หนุ่มยิ่งแปลกใจหนักขึ้น ถามว่า คุณอ่านเรื่องอะไร ถึงได้ร้องไห้(เป็นวรรคเป็นเวร) ถึงเพียงนั้น. ข้าพเจ้ายื่นหนังสือให้เขาดู. เขาถามอีกว่า เรื่องมันเกี่ยวกับอะไร. ข้าพเจ้าเช็ดน้ำตา เลยต้องเล่าเรื่องย่อของเรื่องสั้นที่เพิ่งอ่านจบให้เขาฟัง ว่าเมื่อปรัสเซีย(เยอรมนี) เข้ายึดมณฑลอัลซ้าสของฝรั่งเศส ได้สั่งห้ามสอนภาษาฝรั่งเศส และบังคับให้สอนภาษาเยอรมันแทน... 
         ทำไมคุณถึงรู้สึกรุนแรงถึงเพียงนั้น มันไม่ใช่ปัญหาของประเทศคุณ 
         ฉันเป็นครู…
         ฉันเป็นครูและฉันก็สอนภาษาที่เกาหลีมาหลายปีแล้ว  ฉันได้รู้ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเกาหลี หน้าที่มืดสนิท เมื่อชาวญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาหลี ได้สั่งห้ามสอนภาษาเกาหลี ห้ามปลูกแม้กระทั่งดอกชบา(hibiscus) ที่เป็นดอกไม้ประจำชาติของเกาหลี  สั่งให้ปลูกต้นซากุระแทน  สั่งให้ปลูกพันธุ์เกาลัดลูกใหญ่แทนต้นเกาลัดลูกเล็กที่ขึ้นในเกาหลี (ทั้งๆที่เกาลัดลูกเล็กนั้นทั้งหอมทั้งหวานกว่า  เกาลัดลูกใหญ่นั้นจืด ลูกโตๆแต่ไม่มีรสและก็ไม่หอม ชาวญี่ปุ่นได้นำเกาลัดพันธุ์ลูกเล็กกลับไปปลูกในญี่ปุ่น กลายเป็นเกาลัดของดีที่คนญี่ปุ่นซื้อกิน ราคาแพงกว่าพันธุ์ลูกโตที่จีนนำเข้าไปขาย)  ได้ทำลายสถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวเกาหลี  เปลี่ยนพระราชวังใหญ่ของเกาหลีให้เป็นสวนสัตว์  และสร้างศูนย์บัญชาการของญี่ปุ่น ตั้งตัดขวางไปบนเส้นทางสันเขาที่ทอดจากภูเขาสูงสุดลงสู่กลางกรุงโซล  เป็นจุดยุทธศาสตร์ของราชวงศ์ ที่ตามระบบฮวงจุ้ยเป็นจุดรวมพลังอำนาจของแผ่นดิน  ญี่ปุ่นรู้ทั้งรู้ ก็สร้างตึกขนาดมหึมาเป็นศูนย์บัญชาการ ได้ขุดรากถอนโคนเกือบทั้งภูเขา แล้วลงซีเมนต์อย่างแน่นหนา เพื่อตัดมิให้เป็นเส้นตรงที่ทอดเชื่อมจากยอดเขาถึงใจกลางกรุงโซล  ญี่ปุ่นได้กดดันจิตใจของชาวเกาหลีทุกวิถีทาง ได้สร้างความคับแค้นใจแก่ชาวเกาหลีมาก อย่างที่ชนรุ่นนั้น(ในวัยหกสิบขึ้นไป) จะไม่มีวันให้อภัยญี่ปุ่นได้เลย. เห็นไหมว่า ไม่ว่าจะฝรั่งเศสหรือเกาหลี ไม่มีใครทนสภาพอย่างนั้นได้?  ห้ามไม่ให้สอนภาษา ไม่ให้พูด ไม่ให้ใช้ภาษาของเขาเลยนั้น  มันเหมือนไปตัดหัวตัดชีวิตจิตใจของเขา เหมือนตัดหรือลบประเทศนั้นออกจากแผนที่โลก. มันเป็นอาชญากรรมที่รุนแรงที่สุดที่มนุษย์ใช้ทำร้ายกัน. แค่ได้รู้ได้ฟัง มันก็ทำลายความเป็นมนุษย์ของฉัน. คนสนิทชิดเชื้อชาวเกาหลีเล่าให้ฟังว่า ในครอบครัวต่างแอบสอนภาษาเกาหลีให้ลูกหลานในยามค่ำคืน สอนเด็กให้ร้องเพลงเกาหลี แอบปลูกต้นชบา. เพลงเกาหลีในยุคนั้น ต่อมาฉันได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ครั้งแรกที่ได้ฟัง แม้จะไม่เข้าใจคำพูดของเพลงเลย แต่ทำนองเพลง เสียงร้องในระดับทุ้มต่ำ จังหวะช้าๆแต่หนักแน่น มันทำให้ฉันน้ำตาไหลพราก. มันช่างบีบหัวใจ กรีดความรู้สึกเสียเหลือเกิน.
         แล้วคุณสอนอะไรที่เกาหลี  ฉันสอนภาษาไทยแก่นักศึกษาเกาหลีในมหาวิทยาลัย ที่นั่นมีแผนกภาษาไทย. ฉันเองถามตัวเองตลอดเวลาว่า ฉันไปทำอะไรที่เกาหลี แทนที่จะกลับไปสอนนักเรียนไทย ฉันไม่แน่ใจว่า ฉันกำลังใช้เวลาอย่างคุ้มค่า. ฉันอาจทำอะไรที่ดีกว่านี้ในประเทศฉันเอง แต่ฉันก็ทิ้งนักศึกษาไปไม่ได้. เคยตัดสินใจจะย้ายกลับบ้านเกิดแล้ว แต่ในที่สุดก็เลิกล้มความตั้งใจ เพราะนักศึกษาที่ฉันสอน เมื่อจบออกไปทำงาน ได้ใช้ภาษาไทย. พวกเขากลับไปหาฉัน ก้มลงกราบแทบเท้าฉัน บอกขอบคุณที่ฉันได้สอนภาษาไทยให้เขาและเขาได้ใช้ภาษาไทยทำมาหากิน มีตำแหน่ง มีเงินเดือนดี. ฉันทิ้งนักศึกษาไปไม่ได้ ในยุคที่นักศึกษาเกาหลีทั้งประเทศกำลังลุกต่อต้านรัฐบาลเผด็จการตั้งแต่ยุคของปักจุงฮี  ชนดูฮวัน หรือโนแทอู. พวกเขาดีใจที่ได้เป็นลูกศิษย์ฉัน พวกเขาวางความหวังทั้งหมดบนตัวฉัน. ฉันเป็นหน้าต่างที่เปิดไปสู่โลกภายนอก เปิดสู่ความเป็นไปได้ต่างๆที่พวกเขาใฝ่ฝัน. ฉันจึงมิได้เป็นเพียงครูสอนภาษา แต่เป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยงที่ผลักให้พวกเขาดิ้นรนไขว่คว้าหาความรู้ เพื่อจะได้มีโอกาสอื่นๆ, ออกไปประเทศอื่น, ไปดูโลก, ไปหาประสบการณ์และพัฒนาตนเอง ให้พ้นความจำกัดของระบบเผด็จการ ฯลฯ  
        หนุ่มฝรั่งเศสถามต่อว่า สอนมานานแล้วหรือ  ข้าพเจ้าพยักหน้า บอกเขาว่าปีนี้ฉันมีตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์แล้ว. พ่อหนุ่ม(อายุไม่เกิน 23 ปี) มองหน้าข้าพเจ้าอย่างพินิจพิเคราะห์ คิดคำนวณว่าถ้าปีนั้นข้าพเจ้าเป็นศาสตราจารย์แล้ว ข้าพเจ้าต้องเริ่มการเรียนการสอนตั้งแต่อายุเท่าไหร่. คิดแล้วก็พึมพำออกมาว่า Vous deviez commencer votre carrière très très jeune! (คุณต้องเริ่มเป็นครูตั้งแต่อายุน้อยม้าก). ข้าพเจ้ายิ้มๆ เขาดูไม่ออกว่า ปีนั้นข้าพเจ้าอายุสี่สิบห้าแล้ว (ผมยังดกดำอยู่). โธ่เอ๋ย ก็ถามอายุกันตรงๆก็ด๊าย แทนการนั่งจ้องเพื่อเดาอายุเรา.
       ตลอดทางบนรถไฟมุ่งสู่เมือง Rouen  ข้าพเจ้านั่งตอบคำถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ เหมือนถูก เก้สตาโป ซักอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นอันว่าได้อ่านเพียงเรื่องเดียว น้ำตาแห้งไปแล้ว แต่ปากแห้ง คอแห้งมาก.
      ก่อนที่จะเขียนเล่าบทนี้ ได้อ่านเรื่องที่อ่านเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนบนรถไฟอีกครั้งหนึ่ง และก็อดน้ำตาไหลอีกไม่ได้เช่นกัน.
ติดตามอ่านเรื่องสั้นฝรั่งเศสเรื่อง วันสุดท้ายของการเรียน La Derrière Classe ได้ตามลิงค์นี้ >> https://blogchotiros.blogspot.com/2019/10/la-derniere-classe.html

สำหรับข้าพเจ้า ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สวยที่สุด ที่ชัดเจนที่สุดและที่มั่นคงที่สุด  และเป็นสิ่งที่งามที่สุดของประเทศฝรั่งเศสสำหรับข้าพเจ้า หาใช่ภูมิทัศน์ หรืออะไรอื่นใดไม่  เพราะนักเขียน นักปราชญ์ทางภาษาไม่เคยหยุดพัฒนา ไม่เคยหยุดตรวจสอบ ไม่เคยหยุดเพิ่มพูนภาษาและคำต่างๆที่เกิดขึ้นใหม่ และออกกฎการใช้ภาษาอย่างถูกต้องและสละสลวยเรื่อยมามิเคยว่างเว้น. นักเขียนเป็นผู้ใช้ภาษา เสนอการใช้สำนวนในบริบทต่างๆ พัฒนาความหมายของคำต่างๆในภาษาอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบศตวรรษ เพื่อให้เป็นตัวอย่างของภาษาที่ดี ที่ไพเราะ ที่ตรงและเจาะลึกความหมายให้ได้มากที่สุด. สื่อมวลชนชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ที่มีความรู้ มีการศึกษาสูง เป็นนักอ่าน ใส่ใจหาความรู้อย่างเจาะลึกในแขนงที่สนใจ. พวกเขาต้องผ่านการทดสอบการใช้ภาษา การจับความ การตีความและการเรียบเรียง  จึงมีความรู้ในด้านการใช้ภาษาอยู่ในระดับสูง นอกเหนือจากความรู้เฉพาะทาง เช่นด้านเศรษฐกิจ ด้านศิลปวัฒนธรรม ด้านดนตรีฯลฯ ที่ทำให้พวกเขาสามารถเสนอข่าวในด้านเหล่านี้ได้อย่างคนรู้จริง และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด คือมีความซื่อตรง ความรับผิดชอบในคำพูดและข้อความที่เขียนออกสู่สาธารณชน มีจริยธรรมในวิธีการจำเสนอข้อมูล (นักข่าวไทยหรือผู้โพสต์ข้อความลงในมีเดยทั้งหลาย ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้  มิใช่สักแต่เขียนแล้วปั่นหัวปั่นความคิดผิดๆ เพื่อผลประโยชน์ซ่อนเร้นของผู้เขียน  และเพราะความไม่รู้จักคิดของมวลชนผู้เสพข่าว จึงทำให้ข่าวลือ ข่าวที่กุขึ้นทั้งดุ้น ทำให้สังคมปั่นป่วน. การกระทำแบบนี้มิใช่วิสัยของนักเขียน เป็นการกระทำของคนพาล ของคนที่ไม่มีจริยธรรม). ผู้มีอาชีพเกี่ยวกับสื่อมวลชน ต้องตระหนักรู้แก่ใจว่า พวกเขามีหน้าที่ถ่ายทอดความจริงตรงตามความเป็นจริง และเป็นผู้เผยแพร่ภาษาที่ดีที่ถูกต้องพร้อมๆกันไปด้วย เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่มาก.
        จนถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้  ทุกคนต้องเรียนศิลปศาสตร์ก่อนจะแยกย้ายไปเรียนวิชาเฉพาะอื่นๆ. วรรณคดีและปรัชญา เป็นสองวิชาที่สำคัญที่สุดในการศึกษาศิลปศาสตร์ที่เป็นวิชาบังคับมาตลอดหลายร้อยปี และเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทุกรูปแบบในระบบการศึกษาของฝรั่งเศส. การที่มีโอกาสอ่านวรรณกรรมสำคัญๆเล่มต่างๆของทุกยุคทุกสมัย เป็นการปลูกฝังทักษะในการใช้ภาษา และพัฒนาความคิดอ่านที่ซ่อนเร้นจากทุกแง่ทุกมุมในจิตวิญญาณของคนและในสังคม. เพราะวรรณกรรมคืออะไร หากมิใช่การเจาะลึกปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในใจคนและในสังคม ด้วยภาษาที่สละสลวย ประทับใจและโดนใจ. นักการเมืองชาวฝรั่งเศสทุกคนเป็นนักพูด นักอ่านและนักเขียน (อย่างน้อยก็เขียนอัตชีวประวัติของเขาเองเป็นต้น).  การพูดและคำปราศรัยของพวกเขา โยงใยไปถึงความรู้ศิลปศาสตร์ที่เป็นภูมิหลังของพวกเขาและของปัญญาชนทุกคน. 
        ทั้งนี้ทั้งนั้น มิได้หมายความว่า คนฝรั่งเศสมีความรู้หรือมีระดับสติปัญญาเสมอกัน ซึ่งไม่จริงแน่นอน. ในทุกประเทศ มีชนชั้นที่มีโอกาสเรียนและทำงานในระดับใช้หัวสมอง และที่ใช้ฝีมือ ใช้แรงงานในระดับต่างๆ  ยังมีชนชาวต่างชาติที่เข้าไปตั้งรกรากในฝรั่งเศสที่อาจไม่มีระดับวัฒนธรรมเหมือนกันหรือเข้าใจกันได้อย่างถ่องแท้ หรือละเลยการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของภาษาในประเทศที่เข้าไปอยู่อย่างถูกต้อง เพราะความไม่พร้อม เพราะความจำเป็นของการทำงานหาเลี้ยงชีพก่อนเป็นต้น. ภาษาฝรั่งเศสที่ดีจึงมีนักเขียนเป็นผู้เผยแพร่ และปูทางการใช้ที่ดีที่เหมาะสมที่สุดกับยุคสมัย และสิ่งที่นักเขียน ผู้มีความรู้เหล่านี้เขียนออกมา ก็มักไปจุดประกายชี้ช่องทางสู่การปฏิรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย. 

         ชาวฝรั่งเศส(หรือชนชาติใดก็ตาม) แรกเริ่มเดิมทีไม่เคยสำเหนียกหรือมีจิตสำนึกมาก่อนเกี่ยวกับตัวตนของตนเองหรือ “ อัตตา ” และเพิ่งนึกขึ้นได้ ก็เมื่อต้องเผชิญกับชนกลุ่มอื่นที่เข้ามารุกรานถิ่นตน(ในต้นศตวรรษที่ 5)  ทำให้ต้องหันมาผนึกกำลังเพื่อรักษาถิ่นที่กินที่อยู่และเริ่มเรียกตนเองว่า “ ชาวฟร็องค์ ” ที่จะเป็นชื่อ « ฟร้องซ -France » เรียกประเทศต่อมา. ชาวฟร็องค์เป็นหนึ่งในหมู่ชนหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ในดินแดนโกล (Gaule) ที่เป็นประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน. การตั้งชื่อเรียกตนเองจึงเป็นก้าวแรกของจิตสำนึกเกี่ยวกับกลุ่ม เพื่อแยกกลุ่มของตนออกจากชนกลุ่มอื่นๆบนดินแดนโกลดังกล่าว. ส่วนการแยกเอกบุคคลออกจากกลุ่มในตอนนั้น ยังคิดกันไปไม่ถึง. นักประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในยุคนั้นเอกบุคคลไม่มีความสำคัญอะไร. นอกจากผู้ที่เป็นหัวหน้าทหารหรือหัวหน้าศาสนา คนอื่นๆเป็นเพียงหน่วยหนึ่งในกองกำลังกองหนึ่ง. สมัยนั้นชีวิตคือการต่อสู้เอาตัวรอดจากคนอื่นเป็นสำคัญ. สถิติยังระบุด้วยว่าชีวิตคนยุคนั้นสั้นมาก โดยเฉลี่ยประมาณ 25 ปี (คนจะมีอายุยืนเกิน 30 ปี ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 เท่านั้น). เอกสารฉบับแรกที่เขียนเป็นภาษา"ออยีล" (oïl ภาษาถิ่นที่พูดกันในหมู่ชาวฟร็องค์ตอนบนของฝรั่งเศส) เป็นบันทึกในปี 842  เรียกกันว่า« สัตยาบันแห่งสตร๊าซบูร์ก - les Serments de Strasbourg ». ต่อมาในปี 1539 ฟร็องซัวส์ที่หนึ่ง (François I) ออกใบประกาศให้เขียนกฎบัญญัติและคำพิพากษาศาลทุกฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศสแทนภาษาละตินตั้งแต่บัดนั้น (l'Ordonnance de Villers Cotterêts, François I). ยืนยันด้วยลายลักษณ์อักษรฉบับแรกในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสว่า มี ภาษาของตนเอง เท่ากับยืนยันอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการของสถาบันกษัตริย์เหนืออิทธิพลของศาสนา (ผู้ใช้ภาษาละติน) และเหนือเจ้าขุนมูลนายอื่นๆ. ในที่สุดคือการรวมเอกภาพทางการเมืองของฝรั่งเศส  การมีภาษาของตนเองจึงเป็นการเสริมสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับกลุ่มที่ตนสังกัดอยู่และประเทศที่ตนอยู่.
      ในความเป็นจริง แม้ประกาศใช้ภาษาฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ กว่าจะเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแท้จริงไม่ว่าพูดหรือเขียนในหมู่ชาวฝรั่งเศสทุกภาคทุกพื้นที่นั้น ใช้เวลาหลายศตวรรษทีเดียว. ผู้พูดภาษาฝรั่งเศสได้ในตอนแรกนั้น เป็นชนชั้นค่อนข้างพิเศษนั่นคือผู้ที่อยู่รอบๆองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ที่ทำหน้าที่บริหารแผ่นดินตามพระบัญชา,
 และชาวปารีสที่(ตั้งแต่ยุคกลางมา)ประกอบด้วยพวกที่ทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย ชนชั้นกลางระดับสูงผู้ร่ำรวย ซึ่งมีทั้งพ่อค้า นายช่างฝีมือ ครูอาจารย์  นอกจากนี้ ก็มีชนชั้นรับใช้ตามคฤหาสถ์และวัง. ชนกลุ่มนี้ มีความสำคัญมากทีเดียวในฐานะที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ใช้ภาษาฝรั่งเศส ใกล้ชิดกับการพัฒนาความคิดอ่านในหมู่คนเมืองหลวง จึงมีบทบาทสำคัญไม่น้อยในวิถีการเมืองของประเทศ(ซึ่งมีศูนย์ที่ปารีส). ชนกลุ่มนี้เป็นชาวต่างจังหวัดส่วนใหญ่และเป็นผู้เดินทางไปมาระหว่างถิ่นกำเนิดกับเมืองหลวง จึงเป็นผู้นำภาษาฝรั่งเศส สำนวนใหม่ต่างๆของชาวกรุงรวมทั้งความคิด การพัฒนาแบบต่างๆที่พวกเขาเห็นในเมืองหลวง สู่การรับรู้ของชาวต่างจังหวัด. วรรณกรรมศตวรรษ17 เริ่มกล่าวถึงและได้วาดภาพลักษณ์ของชนกลุ่มนี้ ผู้พยายามเลียนแบบวิถีชาวกรุงเพื่อยกระดับและสร้างความน่านับถือแห่งตน. ตัวอย่างจากบทละครต่างๆของโมลีแยร์(Molière) เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่วิเศษสุด และยังอธิบายการแทรกซึมของชนกลุ่มนี้ เข้าสู่ระบบการเมืองการปกครองและนำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในที่สุด.
      ส่วนในแต่ละภาค มีภาษาถิ่น (ภาษา อ๊อค-oc กับภาษา ออยล์-oïl) ที่เป็นเพียงภาษาพูด.  การไม่มีภาษาเขียน เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาความคิดอ่านและการเปลี่ยนแปลงในสังคมเป็นไปอย่างเชื่องช้า  และยังผลต่อไปถึงจิตสำนึกเรื่องอัตตา ว่ากว่าที่ชาวฝรั่งเศสจะเข้าถึงความคิดและอุดมการณ์การดำรงชีวิตบนพื้นฐานของอัตตานั้น ไม่นานมากเท่าที่คิด.  จิตสำนึกเกี่ยวกับสถานภาพของตัวเองในสังคม ก็เกิดขึ้นโดยผ่านภาษาถิ่นเป็นสำคัญ มากกว่าผ่านภาษาฝรั่งเศสของเมืองหลวง. สามัญชนรู้สำนึกเพียงว่าเป็นคนของหมู่บ้าน ของถิ่นที่ตนอยู่. สถานภาพของตัวเองคืออะไร สำคัญอย่างไรนั้น ยังคิดกันไปไม่ถึง.
      แต่ไม่ว่าจะกินเวลานานเท่าใด ภาษาฝรั่งเศสก็เริ่มกระจายออกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา. ปราชญ์ นักเขียนและราชบัณฑิต เป็นผู้พัฒนา เจาะจง ขยายหรือกระชับภาษาฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้. ภาษาเป็นความสำคัญอันดับแรกของจิตสำนึกร่วมกันในการเป็นคนฝรั่งเศส บนเวทีนานาชาติ. ภาษาฝรั่งเศสยังเป็นภาษากฎหมาย ภาษาการทูต ตลอดจนภาษาเฉพาะกิจต่างๆ เช่น ภาษาศิลปะ ภาษาแฟชั่น หรือภาษาโภชนาการเป็นต้น
      การกระจายของภาษาโดยปริยาย คือการกระจายวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชนชาตินั้น. ชาติใดสูญเสียภาษาประจำชาติ เหมือนเสียอิสรภาพไปแล้ว. หากยังมีภาษาประจำชาติ แม้จะตกไปเป็นเมืองขึ้นก็ยังสามารถผนวกจิตสำนึกของชนชาตินั้น และอาจนำไปสู่การกู้ชาติกลับคืนมา. ภาษาจึงเป็นชีวิตของบรรพบุรุษ ที่จะยังคงอยู่ในคนที่ใช้ภาษานั้น. เป็นมรดกที่มีค่ายิ่ง, เป็นจิตสำนึกแห่งตน, เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ และคือเอกราชของชาติ. 

         ประเทศไทยไม่เคยต้องผจญกับการถูกกดขี่ข่มเหงเยี่ยงชาติที่กล่าวมาข้างต้น. บรรพบุรุษของเราได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้. เราต้องปลูกฝังความภูมิใจในภาษาของเรา. ไม่มีภาษาไทย ก็ไม่มีคนไทย มีแต่คนเอเชียผิวเหลืองๆขาวๆเหมือนๆกันเป็นร้อยล้านพันล้านคน. ในหมู่คนเหล่านี้ ความภูมิใจอยู่ที่ไหนเล่า? การที่ปัญญาชนไทย ผู้สามารถพูดและใช้ภาษาต่างประเทศอื่นๆได้หลายภาษานั้น ต้องไม่ไปสร้างความหลงตัวผิดๆ จนกลายเป็นการเลิกใช้หรือดูหมิ่นดูแคลนภาษาไทยของเราเอง. เพียงแค่นึกถึงระบบฉันทลักษณ์ที่มีในภาษาไทย ก็ยังหาชาติใดมาเสมอเหมือนได้ยาก (ไฮกุหรือจะเทียบได้). ราชบัณฑิตในยุคปัจจุบันและรุ่นอนาคต ควรตั้งคณะผู้ทำงานเพื่อการเผยแพร่วรรณกรรมไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัยลงมา, ส่งเสริมให้ทุนการศึกษาภาษาไทยโบราณเพื่อปูทางสู่การอ่านและการเข้าใจวรรณกรรมในแต่ละยุค, แล้วเลือกสรรวรรณกรรมตัวอย่างจากแต่ละยุค มาแปลมาวิเคราะห์, เผยแพร่สู่ประชาคมชาวโลก ให้เห็นว่า เรามีมรดกล้ำค่าเพียงใด. หากไม่ช่วยกันจรรโลงมรดกของเรา เราก็จะไม่เหลืออะไรที่เป็นของเราเองแท้ๆ. การใช้ภาษาสากลนั้น ควรเป็นไปเพื่อการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยที่ไม่ลืมตอกย้ำจุดยืนของความเป็นไทยให้ฝังลึกลงไปเรื่อยๆ.   
         ในเมื่อความหวังที่จะเผยแพร่ภาษาไทยไปในโลกนั้น ไม่โดนใจใครเลย  เราจำเป็นต้องปลูกฝังให้ลูกๆหลานๆเรา ให้เขาใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง พูดให้ถูก ใช้คำที่สละสลวย. สำเนียงบอกภาษา กิริยาบอกตระกูล คำคมนี้อาจต้องเปลี่ยนให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  สำเนียงบอกถิ่นกำเนิด  น้ำเสียงบอกอารมณ์  คำพูดบอกระดับการศึกษาหรือระดับวัฒนธรรม การกระทำบอกระดับจิตสำนึกและระดับคุณธรรม. ในสังคมกรุงเทพฯปัจจุบัน  ภาษาที่ได้ยินบนถนน บนรถสาธารณะ ภาษาไทยที่แปลๆกันในสื่อจากภาษาต่างประเทศ ที่ได้ยินจากรายการต่างๆในโทรทัศน์และภาษาที่ใช้ในมีเดียทุกประเภท, ทุกช่องความถี่คลื่น ทำให้คิดว่า ภาษาไทยที่เป็นภาษากลางของชาติ กำลังถูกบีบถูกทำร้าย. ชนรุ่นใหม่ไม่สนใจไยดีกับภาษาเขียน เพราะไม่เคยถูกฝึกในวิชาเขียนเรียงควม ซึ่งเป็นวิชาที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกคนในทุกระดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับปริญญาเอก (and beyond). เดี๋ยวนี้รู้คำก็พอแล้ว (ความผิดพลาดเริ่มตั้งแต่ที่เขาตั้งการสอบแบบปรนัย ให้เลือกคำตอบจากข้อต่างๆ ก. ข. ค. ง.  การเรียนการสอนจึงเบนไปสู่การจำคำหรือข้อมูลสั้นๆให้มากที่สุด). คนรุ่นใหม่เป็นอย่างนั้น ส่วนคนรุ่นเก่าก็กำลังปล่อยวาง วางมือจากทุกสิ่ง ขอสบายใจไว้ก่อน เครียดนักเดี๋ยวอายุสั้นว่างั้น.
      นอกจากนี้ ภาษาไทยกลางก็กำลังถูกกลืนหายไปในสำเนียงและสำนวนภาษาถิ่นและโดยเฉพาะภาษาอีสาน เพราะการย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานหาเงินในเมืองหลวง (เหมือนกรณีของฝรั่งเศสที่กล่าวมาข้างต้น). ภาษาถิ่นที่มีในประเทศไทย หลายภาษายังมิอาจเรียกเป็นภาษาได้เต็มตามความหมาย เพราะเป็นภาษาพูดเท่านั้น. เมื่อไม่มีภาษาเขียน ทำให้การพัฒนาความคิดอ่านและการพัฒนาสังคมเป็นไปอย่างเชื่องช้า. การสื่อสาร การกระจายความรู้ไม่มีประสิทธิผลเต็มที่. 
     การรณรงค์เพื่อให้ชนทุกถิ่นทุกหมู่เหล่า ได้เรียนรู้ภาษาไทยกลางเพื่อสร้างเอกภาพของประเทศ  เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างเร่งด่วน.  
แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า เราละเลยหรือละทิ้งภาษาถิ่นต่างๆไปเสีย เปล่าเลย เราต้องส่งเสริมให้ชนแต่ละถิ่น พัฒนาและสืบทอดทักษะทั้งในภาษากลางและภาษาถิ่นควบคู่กันไป. ภาษาถิ่นเหมือนบทกวี เป็นลำนำชีวิตจิตใจและความเป็นอยู่ของแต่ละถิ่น ที่คนไทยถิ่นอื่นต้องให้ความสำคัญด้วย. ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้อนุชนชาวไทยในทุกภาค ได้เข้าถึงระบบภาษาไทยกลาง ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ที่มีเอกสารเขียนจารึกลงอย่างชัดเจน มีที่มาที่ไป มีผู้รับผิดชอบในบทเขียนนั้น, มิใช่เป็นข้อมูลจากการฟังจากการโน้มน้าวจากนักการเมืองผู้แสวงหาผลประโยชน์คนใดพรรคใด.  
      การพัฒนาภาษาไทยกลางให้ทั่วถึงทุกภาคส่วน จึงคือการธำรงเอกภาพและเอกราชของประเทศ ที่ควรจะเป็นจุดมุ่งหมายร่วมกันของชนทุกภาค  
       นอกจากภาษาถิ่นที่หนาหูขึ้นทุกวี่ทุกวันในเมืองหลวง  ยังมี ภาษามักง่าย ที่กำลังคุกคามความงามของภาษาไทย. ภาษามักง่ายเหล่านี้ เป็นผลมาจากความรวดเร็วของเท็คโนโลยีการสื่อสาร. ผลมาจากการไม่รู้ไม่เข้าใจคำหรือสำนวนอย่างแท้จริง (ที่ส่วนใหญ่มาจากคำในภาษาต่างประเทศก่อน แต่มาใช้ในบริบทที่ไม่ถูกเพราะไม่รู้หรือเพราะความมักง่าย) หรือจากการล้อเล่นในวงหนุ่มๆสาวๆ, การเล่นสำบัดสำนวน, จากการแผลงคำ. ในที่สุดคำเหล่านี้ (ที่เริ่มมาผิดๆหรือเพราะความขี้เกียจพูดยาว ก็ตัดให้เหลือคำสองคำ เป็นต้น) ติดตลาดแพร่ไปในมีเดียทุกแขนง จนกลายเป็นคำถูกไปแล้ว. คนที่ไม่ใช้หรือใช้ไม่เป็น กลายเป็นตกยุคตกสมัย ล้าหลังเป็นเต่าตุ่นไปเลย. 
        ยังมีกระแสนิยมใช้อักษรภาษาอังกฤษ เพียงตัวเดียวเพื่อแทนทั้งคำ. ในกรณีเร่งด่วนนั้น ก็พอจะรับได้อยู่สามสี่คำ เช่น u แทน you, 4 แทน for. แต่การเขียนด้วยตัวอักษรตัวเดียวได้ขยายวงออกไปเป็นกลุ่มตัวอักษรเดี่ยวๆ  มันมากเกินไปเสียแล้วเพราะไม่เป็นที่เข้าใจ. ถ้ารีบนักขนาดเขียนให้เต็มประโยคไม่ได้ ก็อย่าเขียนเลย มันประจานความมักง่ายของผู้เขียน ทั้งยังเป็นลางบอกให้รู้อาการสมองฝ่อและสติปัญญาที่ถดถอย. หากทำต่อไปๆ ก็เหมือนอาการคนลิ้นคับปาก หมดความสามารถในการพูดหรือเขียนให้เป็นประโยคที่ถูกต้องสวยงามสมดังที่ได้ร่ำเรียนมา. ต้องระวังคนแบบนี้ อย่าให้เข้าไปอยู่ในวงการศึกษา เพราะเท่ากับไปปล่อยเชื้อโรคที่เข้ากัดกร่อนภาษา (ไม่ว่าไทยหรือเทศ) และโดยปริยายทำร้ายสมองเด็ก. ภาษาที่เคยใช้ส่งตะละแก๊บในยุคเริ่มต้นของการสื่อสารด้วยคลื่นความถี่ไฟฟ้า  ยังมีความงาม ความชัดเจนของถ้อยคำมากกว่ากันอย่างเทียบกันไม่ได้เลย. 
       นี่ก็ยังสะท้อนให้เห็นความมักง่ายในนิสัยของคนไทย ความขี้เกียจ ความไม่รู้จักคิด การเอาแต่ลอกเลียนกัน การเอาแต่สนุก จนในที่สุดไม่เหลืออุดมการณ์ดีๆที่เคยมี. หากปัญญาชนของชาติ ไม่ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่ออนุรักษ์ภาษาไทยของเรา ยังมีความหวังใดเหลืออีกหรือ. การมีปัญญามากับการมีความรับผิดชอบ. คนบ้าคนปัญญาอ่อน สังคมไม่ถือสา แต่คนที่คิดว่าตัวเองเป็นปัญญาชน ก็ต้องมีหน้าที่และรู้จักรับผิดชอบสังคมด้วย.
        หากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่สอนลูกสอนหลานให้พูดจาเพราะ ออกเสียงให้ถูกต้อง สอนคำดีๆเก๋ๆให้ตั้งแต่อ้อนแต่ออก พวกเขาโตขึ้นก็จะมักง่ายในการใช้ภาษา. เมื่อนั้นไปโทษใครได้ สังคมลดระดับลง คนลดระดับลง ความคิดอ่านลดระดับลง เหลือเพียงการเอาตัวรอดไปวันๆในแต่ละสถานการณ์. ประเทศเหลืออะไร หากภาษาย่อยยับลง.
        ในยามนี้ที่พวกเราเป็นปู่ย่าตายายกันแล้ว มีโอกาสใกล้ชิดหลาน ใช้โอกาสนี้ปลูกฝังสิ่งดีๆให้พวกเขาเถอะ แม้ว่าจะทำได้เพียงภายในครอบครัวเท่านั้น แต่นั่นเป็นฐานที่มั่นคงที่สุดที่เราจะให้หลานเรา เมื่อพวกเขาออกไปเผชิญโลกภายนอก. ภาษามักง่ายต่างๆ เรียนรู้ได้ในเสี้ยววินาที  แต่การรู้จักใช้ภาษาดีๆที่ถูกต้อง ใช้เวลาปลูกและฝังเข้าในสมองนานกว่ามาก. อย่าปล่อยให้หลานกลายเป็นคนมักง่ายตั้งแต่ตอนนี้. ถ้าไม่สอนพวกเขาตอนนี้ ก็จะช้าเกินไป. ไม่มีคำว่า ยังเด็กเกินไป อย่าดูถูกความสามารถของสมองเด็ก. สมองคนเป็นสิ่งมหัศจรรย์  ยิ่งใช้ยิ่งมีสุขภาพดี  ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต. สอนให้เขาดี ให้คิดตามขั้นตอนไป  เด็กจะเติบโตเอาตัวรอดได้ในความสับสนอลหม่านของ “ ความไม่จริง ” ประเภทต่างๆ.
        งานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์และการแพทย์  ยืนยันมาแล้วว่า ตั้งแต่ยังเป็นทารก ปราสาทหู เป็นปราสาทที่พัฒนาสมบูรณ์ที่สุดแล้วก่อนปราสาทอื่นใด. เด็กได้ยินหรือฟังเสียงใดได้อย่างชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน. แต่ระบบการออกเสียงภายในปากนั้น กำลังเจริญให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น. เด็กที่พูดอ้อๆแอ้ๆนั้น พวกเขาคิดว่าเขาพูดตามที่เขาได้ยินและมั่นใจว่า ได้เลียนการออกเสียงของคนรอบข้างอย่างถูกต้องแล้ว (เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงพูดของตัวเอง). โดยที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายได้ยินเป็นเสียงอ้อๆแอ้ๆ, พูดไม่ชัด. เมื่อระบบประสาทในปากเข้าที่เข้าทางของมันตามเวลาโดยธรรมชาติแล้ว  เด็กก็ออกเสียงชัดขึ้นๆ. การที่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เลียนเสียงอ้อแอ้ของหลาน หรือพูดตามหลานด้วยความเอ็นดูนั้น สร้างความสับสนในการรับรู้เสียงและในการเรียนรู้. ทำให้เด็กคิดว่า เป็นเสียงถูกที่ควรจดจำเพิ่มขึ้น. แน่นอนเด็กไม่เข้าใจหรือแยกแยะไม่ได้ว่า ผู้ใหญ่เจตนาพูดผิด.  นี่เป็นความผิดพลาดของผู้ใหญ่. เด็กออกเสียงผิด ไม่ต้องแก้ เด็กจะแก้ของเด็กเองเมื่อได้ยินเสียงที่ถูกต้องเสมอๆ.
      พูดกับเขาให้ถูกต้องตลอดเวลา, ออกเสียงรัวลิ้น, เล่นรัวลิ้นกับหลาน ยังทำให้ลิ้นมีสุขภาพดี. ไม่ต้องพยายามแก้เสียงที่ออกเพี้ยนของหลานเลย. สำคัญที่เราเองต้องออกเสียงให้ถูกอยู่เสมอ, พูดเพราะๆทุกคำทุกครั้ง, พูดคะพูดขา พูดครับกับเด็ก ตลอดเวลา ให้เด็กเติบโตในความงามของภาษาไทยเถิด ไม่ว่าเด็กจะพูดผิดพูดถูก ไม่สำคัญเท่าพ่อแม่และคนรอบข้างต้องพูดถูกพูดเพราะ. เด็กแต่ละคนสะท้อนให้รู้ว่าครอบครัวเด็กอยู่ในระดับการศึกษาใด และบ่งบอกไปถึงสภาพแวดล้อมที่เด็กเติบโตมา รวมไปถึงระดับคุณธรรมของครอบครัว.
        ในมุมกลับกัน ความใกล้ชิดกับหลานจึงนำภาษาหลาน นำการออกเสียงผิดๆของหลานมาใช้ มาล้อเล่นในหมู่เพื่อนฝูง จนกลายเป็นความเคยชินไป. มันสนุกแบบไม่เข้าท่า คนแก่อยากเป็นเด็กหรือ มันทำให้ตัวเองน่ารักหรือ. นี่เป็นการขาดความรับผิดชอบต่อภาษาของชาติ. นี่ไม่น่าจะเป็นพฤติกรรมของปัญญาชน.   
         อายุเราเกินหกสิบกันก็หลายปีแล้ว เราต่างมีประสบการณ์ชีวิตมาเต็มที่แล้ว. ช่วงเวลานี้แหละที่เราต้องกลายเป็น “ผู้ให้” ในความหมายของ “ผู้สอน”. ต้องเป็นครูด้วยความรักชาติรักแผ่นดิน หลังจากที่ได้เป็นครู (สำหรับผู้มีอาชีพนี้) เพราะความถนัด หรือเพราะความจำเป็น หรือเพื่อการดำรงชีวิต.  มาในวัยนี้เราต้องเป็นครูเพื่อบริการสังคม (มากน้อยตามความสะดวก ตามความถนัด ตามจิตสำนึก). อาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนคิดว่า ควรปล่อยวางเสียให้หมด อยู่อย่างสบายใจ ทำใจให้เพลิดเพลิน. อย่าหลงตัวว่าเก่งเลย ที่รู้น่ะมันเรื่องเก่าคร่ำครึ ฯลฯ ไม่ว่าจะมีเหตุผลใด ทั้งหมดนี้ไม่ควรทำให้เราลืม หน้าที่ของการเป็นผู้สืบทอดสิ่งดีๆแก่ชนรุ่นต่อไป ตามความถนัดของแต่ละคน.  เป็นหน้าที่ของพลเมือง, เป็นหน้าที่ที่ต้องตอบแทนบ้านเกิดเมืองนอน แม้จะเป็นเพียงตัวอย่างดีๆเล็กๆตัวอย่างหนึ่ง ในวงเล็กๆวงหนึ่ง ก็ยังดีกว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่เข้าท่า หรือเป็นเพียงพืชผักในร่องนา, หรือดอกไม้ในสวน, คอยความตายมาเกี่ยวไป.
       นำความงามที่เราได้พัฒนาตัวเองมากับวัย มากับประสบการณ์ของเรา, ไปสู้และต้านกระแสเชี่ยวของความไม่เข้าท่าแบบต่างๆ, เพื่อสังคมของเรา เพื่อแผ่นดินเกิดของเรา. 

โชติรส โกวิทวัฒนพงศ์  บันทึกไว้ณวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๗.